การจัดการความรู้คืออะไร อย่างไร และทำไม
สุภาคย์ อินทองคง ศูนย์เรียนรู้ชุมชนภาคใต้ (ศรช.)
ปัจจุบันนี้มีกระแสสังคมกระแสหนึ่งที่เริ่มจะพูดถึงกันมากขึ้น คือ กระแสเรื่อง การจัดการความรู้ (Knowledge Management KM.) ใครเป็นผู้ปลุกกระแสนี้ขึ้นมาเมื่อใด ที่ไหน ไม่มีข้อมูลในมือ แต่กล่าวเฉพาะในเมืองไทย คนที่พูดถึงเรื่องนี้คนหนึ่ง คือ ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์พานิช อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการวิจัย (สกว.) และปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสถาบันการส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)
อีกกระแสความคิดหนึ่ง และก็ดูจะเกิดขึ้นมาพร้อมกัน คือ กระแสความคิดเรื่อง การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ หรือ สังคมแห่งปัญญา เพราะเชื่อกันว่าโลกในศตวรรษที่ 21 (แห่งคริสต์ศตวรรษ) นี้จะเป็นช่วงเวลาที่สังคมโลกจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมแบบนั้น ซึ่งว่ากันว่า เป็นช่วงเวลาที่ต่อจากสังคมแห่งข้อมูลข่าวสาร ก็จะเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมข่าวสารนั้นเกิดจากฐานทางเทคโนโลยี การสื่อสารที่ก้าวไกลจนก่อให้เกิดภาวะโลกไร้พรมแดน การจะอยู่ในโลกไร้พรมแดนได้ ผู้คนในสังคมต้องใฝ่รู้ มิฉะนั้น จะสู้เขา ที่รู้กว่า คือ รู้ดีกว่า รู้มากกว่าไม่ได้ จึงจำเป็นจะต้องลุกขึ้นมาแสวงหาความรู้ จึงจะสู้เขาได้ นำเขาได้
อันที่จริง การแสวงหาความรู้นั้น มีความจำเป็นต่อมนุษย์ทุกคน และทุกกลุ่มมาตลอดเวลา แต่ที่มากระตุกกันตอนนี้ เพราะเกิดยุคข้อมูลข่าวสารที่ไร้พรมแดน การขนส่งไร้พรมแดน เกิดการค้าเสรีระหว่างประเทศ กลุ่มประเทศ การไหลเวียนของข่าวสารของเงินตรา อะไรต่ออะไร ไหลได้เร็วขึ้น และเร็วมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ก็จะเร็วมากโดยเฉพาะด้านธุรกิจการค้าจึงจำเป็นต้องติดตามข้อมูลข่าวสารการ เปลี่ยนแปลงนั้น ๆ อยู่ตลอดเวลาและที่ลึกลงไปกว่านั้น สนามการแข่งขันก็กว้างขึ้น ใหญ่ขึ้น ใครรู้ได้ รู้ดี รู้ทัน รู้ทั่ว รู้เท่า ก็มีโอกาสชนะในสนามแข่งขันมากขึ้น
จากภาวะดังกล่าวนี้ จึงผลักดันให้เกิดกระแสที่เรียกว่า สังคมแห่งการเรียนรู้ และกระแสแห่งการจัดการความรู้ เกิดขึ้น และกล่าวถึงกันมากขึ้นในวงการวิชาการและวงการชุมชนคนชอบการเรียนรู้
อย่างเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2548 ผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปพูดคุยเรื่องสัจจะวันละ 1 บาท ร่วมเวทีกับ ดร. ครูชบ ยอดแก้ว เจ้าของความคิดเรื่องนี้ ก็ต้องพูดถึง 2 เรื่องนี้ด้วย คือ การจัดการความรู้และสังคมแห่งการเรียนรู้ เพราะเรื่องการจัดตั้งกองทุนสัจจะวันละ 1 บาท ก็ต้องยกเรื่องนี้มาพูดถึง เช่นกัน เพราะเจตนารมณ์ส่วนลึกของ กองทุนสัจจะวันละ 1 บาท คือ การใช้เงินเป็นเครื่องมือพัฒนาคน และเมื่อพูดถึงการพัฒนาคนก็หนีไม่พ้นที่จะต้องพูดถึงความรู้ หรือปัญญา เพราะคนจะเจริญได้ ดำรงตนอยู่ได้ ต้องมีความรู้เป็นปัจจัยหลัก จะกิน จะดื่ม จะเดิน จะนั่ง จะนอน เป็นต้น ก็ต้องอาศัยความรู้เป็นฐานทั้งสิ้น มิฉะนั้น เราจะทำอะไรไม่ถูก และทำอะไรไม่ได้เลย รู้ถูก รู้ดี รู้ลึก รู้แท้ รู้ทั่ว เป็นต้น รู้ในเรื่องใดเป็นพิเศษ ก็จะมีประโยชน์มากเป็นพิเศษ ความรู้จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ในแง่มุมของทรัพย์สิน ความรู้เราเรียกว่า เป็นทรัพย์สินทางปัญญา เป็นของดี มีทั้งคุณค่า และมูลค่า ในหลักคำสอนทางศาสนา เช่น พุทธศาสนามองว่า ปัญญา คือ ทรัพย์อันประเสริฐ เป็นหนึ่งในอริยทรัพย์ 7 ประการ คือ ศรัทธา ความเชื่อในเหตุผล ศีล การสำรวม ระวังกายวาจา หิริ การละอายต่อบาป โอตัปปะ ความแกรงกลัวต่อบาป พาหุสัจจะ ความเป็นพหุสูตร จาคะ ความ เสียสละและปัญญา ความรู้แจ้ง ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์ที่เราต้องแสวงหามาไว้กับตน หรือทำให้เกิดขึ้นในตนในหลักการศึกษาของพุทธก็เสนอว่า จะต้องเข้าสู่ระบบปัญญา คือ ระบบพัฒนาตนให้เกิดความรู้จัก รู้จำ รู้จริง และรู้แจ้ง
จะเห็นว่า เรื่องความรู้ หรือปัญญานี้ มีการให้ความสำคัญมานานแล้ว มาถึงยุคนี้ก็มีการมองเห็นสาระส่วนนี้ พูดถึงเรื่องนี้กันมากขึ้น ทั้งในวงการศึกษา วงนักวิชาการในระดับอุดมการณ์ศึกษาถึงประถม และระดับปัญญาชนถึงคนธรรมดาในชุมชนที่สิ่งต่าง ๆ เข้าถึง ก็จะได้รับรู้เรื่องนี้ ถามว่า การจัดการความรู้ คืออะไร จะจัดการกันอย่างไร และจะจัดการไปทำไม?
คำตอบ คำถามสุดท้ายที่ว่า จะจัดการไปทำไม ดูเหมือนจะไม่ต้องขยายความแล้ว เพราะได้อธิบายไปแล้วในตอนต้น คือ เพราะความรู้เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์อยู่รอดปลอดภัยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ เจริญก้าวหน้าได้ อาศัยความรู้ทั้งนั้น ส่วนคำถามแรกที่ว่า การจัดการความรู้ คืออะไร? นั้น อาจตอบได้หลายแนว เช่น คำตอบในเชิงวิชาการ หรือ เชิงความรู้ ก็อาจบอกว่า การจัดการความรู้ คือ กระบวนการที่มนุษย์ได้เพียรพยายามตอบคำถามตามข้อสงสัยของตนจนรู้ว่าอะไรเป็น อะไร แล้วนำความรู้นั้น ๆ มาจัดเก็บและนำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิตของตน ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม จะเห็นได้ว่า ถ้าดูที่โครงสร้างของคำตอบนี้ จะมีแกนที่เป็นส่วนประกอบหลักอยู่ 4 ส่วน คือ หนึ่ง ผู้สร้างความรู้ คือ คน สอง องค์ความรู้ คือ สิ่งที่มนุษย์ค้นพบ หรือสร้างขึ้น สาม การนำความรู้นั้นมาใช้โดยตรงต่อชีวิต สี่การนำมาประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป คือ เทคโนโลยีต่าง ๆ
เมื่อดูตามสาระนี้ก็อาจเขียนเป็นโครงสร้างให้เห็นเป็นผังมโนทัศน์ได้ ดังนี้
คน = ผู้สร้าง / ผู้ผลิตความรู้ องค์ความรู้ = ผลการสร้าง / ผลผลิต การใช้ความรู้ 1 = การบริโภคผลผลิตโดยตรง การใช้ความรู้ 2 = การนำความรู้เพื่อผลิตสิ่งอื่นต่อ (เทคโนโลยี) คน = ผู้บริโภคความรู้ / ผลผลิต
จะเห็นได้ว่า การจัดการความรู้นั้น เป็นกระบวนการเหมือนกับการจัดการเครื่องอุปโภคบริโภค เช่น การจัดการโรงงานอุตสาหกรรม จัดการองค์กรผลิตสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งว่ากันว่า ต้องมีองค์ประกอบ 4 คือ คน (Man) เงิน (Money) วัตถุดิบ (Material) และการจัดการ (Management) ตัวหลังสุด คือ การจัดการนั้นแหละเป็นตัวที่บ่งชี้การจัดการความรู้ คือ ต้องมีความรู้ในเรื่องการจัดการคน เงิน ของหรืองาน จึงจะบริหารจัดการ กิจกรรมนั้น ๆ ลุล่วงไปได้ด้วยดี ทีนี้มาดูต่อไปอีกนิดว่าการจัดการความรู้นั้น เขาทำกันอย่างไร เมื่อดูสาระตามนิยามข้างต้น ก็พอจะเห็นภาพได้ว่า ที่ว่าการจัดการความรู้นั้น ทำอย่างไร
จัดการโดยปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างน้อย 4 ขั้น ดังนี้
1.การแสวงหาความรู้ หรือสร้างความรู้ หมายถึงการหยิบฉวย หรือรับมาจากแหล่งความรู้ที่มีผู้ค้นหา หรือสร้างไว้ให้แล้ว เช่น ความรู้ในตำรา หรือความรู้จากผู้รู้ ส่วนการสร้างความรู้นั้น หมายถึง การลงมือสืบค้น หรือทดลองปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อดูว่าอะไรเป็นอะไร อย่างที่เรียกกันว่า การค้นคว้าวิจัย หรือ การปฏิบัติการทดลอง จนได้ข้อสรุปว่าอะไร เป็นเหตุ อะไรเป็นผล เป็นต้น ขั้นนี้อาจเรียกว่า การจัดการให้เกิด
2.การจัดเก็บองค์ความรู้แสวงหาและค้นคว้า วิจัย มาได้ให้เป็นชุดเป็นระบบ เป็นระเบียบให้สะดวกเก็บสะดวกใช้ ให้เป็นหมวดหมู่ ไม่ยุ่งยากต่อการเก็บรักษาและใช้สอย ใครต้องการบริโภค หรือใช้ก็สามารถ ค้นคว้าหยิบฉวยไปใช้งานได้ ขั้นนี้อาจเรียกว่า การจัดการให้เก็บ
3.การเลือกใช้องค์ความรู้ที่แสวงหาหรือสร้างได้ และจัดเก็บไว้นั้น ให้เหมาะสมกับเรื่องกับกาละและเทศะ กับบุคคลกับชุมชน กับสถานการณ์กับปรากฏการณ์ เป็นต้น จนบรรลุผลตามที่คาดหวังได้ดี ขั้นนี้อาจเรียกว่า การจัดการให้ก่อ
4.การนำองค์ความรู้ที่มีอยู่ และเลือกสรรคัดสรรค์ดีแล้วนั้น มาเป็นเครื่องมือในการสร้างสิ่งใหม่ ที่เป็นประโยชน์และกลุ่มชุมชนและเพื่อนมนุษย์ที่กว้างขวางยิ่งขึ้น จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า นวัตกรรม คือ ของใหม่ ๆ ขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการขยายอินทรีย์ เป็นต้น ของมนุษย์ได้มากขึ้น เช่น การผลิตแว่นตา รถยนต์ เป็นต้น ขั้นนี้อาจเรียกว่า การจัดการให้ก้าว
เมื่อนำเอาขั้นตอน ทั้ง 4 ขั้นมาต่อกัน ก็จะเห็นภาพชัดเจนว่า การจัดการความรู้นั้น ทำอย่างไร คำตอบคือ การจัดการให้เกิด การจัดการให้เก็บ การจัดการให้ก่อ และการจัดการให้ก้าว แต่ละขั้นก็ต้อง จัดการ และต้องจัดการให้ครบทั้ง 4 ขั้น จึงจะก่อประโยชน์สูงสุด และกว้างขวางได้ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ชุมชนแห่งปัญญา จะเกิดได้ ถ้านำกลวิธีการจัดการความรู้ที่กล่าวข้างต้นมาใช้ ปัจเจกบุคคลก็เป็นบุคคลเรียนรู้และเป็นปัญญาชนได้ ถ้าได้นำเอาวิธีการจัดการความรู้ทั้ง 4 ขั้นมาใช้ กลุ่มสัจจะทุกกลุ่มก็จะเจริญได้ สมาชิกทุกคนก็เจริญได้ ถ้านำเอาวิธีการจัดการความรู้ทั้ง 4 ขั้นมาใช้
สรุป
การจัดการ ความรู้ มีผู้บอก เป็นขอบนอกของใน เราไม่สน เรารู้จัก ความรู้ ทุกผู้คน ช่วยพาตน รอดได้ สบายทรวง ตั้งแต่เล็ก จนโต เราโง่เขลา เรื่องหนักเบา เราเรียนได้ ไม่ต้องห่วง จนรู้จัก รู้จำ นำกลลวง ได้ลุล่วง พ้นทุกข์ สุขกายใจ มาวันนี้ ผู้รู้ เขาชูเชิด เขามาเปิด ให้เห็น เป็นเงื่อนไข ว่าความรู้ ต้องจัดการ ให้ก้าวไกล ทำอย่างไร จะรู้ได้ คลายกังวล เมื่อคิดดู รู้ชัด ไม่ขัดจิต คงไม่ผิด ความจริง สิ่งเป็นผล การจัดการ ความรู้ ของผู้คน ต้องอยู่บน สี่ ก (กอ) ควรพอใจ หนึ่ง ก เกิด คือ จัดการ ประสานกิจ ประสานคิด ประสานทำ นำสดใส จนรู้จัก รู้จริง สิ่งใดใด ใคร เป็นใคร รู้แจ้ง ด้วยแรงเรา สอง ก เก็บ เหน็บกิจ พินิจนึก รู้ตื้นลึก เก็บไว้ ไม่อับเฉา เป็นกองทุน ทางปัญญา หาเครื่องเครา เป็นสำเภา ช่วยเดินทาง สว่างใจ สาม ก ก่อ ต่อทาง สร้างความคิด ช่วยเสริมกิจ เสริมทำ นำสดใส ให้คิดถูก ทำถูก ปลูกเนื้อใน ชีพปลอดภัย เพราะรู้ ชูกำลัง สี่ ก ก้าว สาวเรือง รุ่งเรืองกิจ รู้พินิจ รู้แนวฝึก ที่นึกหวัง สร้างสิ่งใหม่ ใจคิด ติดพลัง ความรู้ตั้ง ต่อยอด ตลอดเอย
สุภาคย์ อินทองคง 6 กันยายน 2550
http://www.southhpp.org/paper/1677
พระบรมราโชวาทเกี่ยวกับ "ความรู้"
“...ความรู้นั้นสำคัญยิ่งใหญ่ เพราะเป็นปัจจัยให้เกิดความฉลาดสามารถ และความเจริญก้าวหน้า มนุษย์จึงใฝ่ศึกษากันอย่างไม่รู้จบสิ้น แต่เมื่อพิเคราะห์ดูแล้ว การเรียนความรู้ แม้มากมายเพียงใด บางทีก็ไม่ช่วยให้ฉลาดหรือเจริญได้เท่าไรนัก ถ้าหากเรียนไม่ถูกถ้วน ไม่รู้จริงแท้ การศึกษาหาความรู้จึงสำคัญตรงที่ว่า ต้องศึกษาเพื่อให้เกิด “ความฉลาดรู้” คือรู้แล้ว สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงๆ โดยไม่เป็นพิษเป็นโทษ การศึกษาเพื่อความฉลาดรู้ มีข้อปฏิบัติที่น่าจะยึดถือเป็นหลักอย่างน้อยสองประการ ประการแรก เมื่อจะศึกษาสิ่งใดเรื่องใดให้รู้จริง ควรจะได้ศึกษาให้ตลอดครบถ้วนทุกแง่ทุกมุม ไม่ใช่เรียนรู้แต่เพียงบางส่วนบางตอน หรือเพ่งเล็งเฉพาะแต่เพียงบางแง่บางมุม อีกประการหนึ่ง ซึ่งจะต้องปฏิบัติประกอบพร้อมกันไปด้วยเสมอคือต้องพิจารณาศึกษาเรื่องนั้นๆ ด้วยความคิดจิตใจที่ตั้งมั่นเป็นปรกติ และเที่ยงตรง เป็นกลาง ไม่ยอมให้ความรู้เห็นและเข้าใจตามอำนาจความเหนี่ยวนำของอคติ ไม่ว่าจะเป็นอคติฝ่ายชอบหรือฝ่ายชัง มิฉะนั้นความรู้ที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นความรู้แท้ หากแต่เป็นความรู้ที่ถูกอำพรางไว้ หรือที่คลาดเคลื่อนวิปริตไปต่างๆ จะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์จริงๆ โดยปราศจากโทษไม่ได้...”
พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรโรฒ วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๔
พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรโรฒ วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๔
วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2551
มารยาทและเทคนิคในการโทรศัพท์ไปหาผู้อื่น 1
มารยาทและเทคนิคในการโทรศัพท์ไปหาผู้อื่น
1. คิดคำนึงถึงเวลาที่ควรจะโทร
ก่อนจะโทรศัพท์ไปถึงใคร ควรพิจารณาความสะดวกในเรื่องของเวลาที่ผู้รับโทรศัพท์พร้อมที่จะพูดด้วย
-พยายามหลีกเลี่ยง
(1) ก่อนเริ่มงาน
(2) เวลาพักเที่ยง
(3) ตอนกลางคืน (เวลานอน)
นอกจากนี้แม้เป็นเวลาทำงาน แต่ถ้าเราไม่มีธุระเร่งด่วนอะไร ก็ควรหลีกเลี่ยงโทรไปในช่วงเวลาที่ผู้อื่นอาจจะมีงานยุ่งซึ่งปกติในการทำงานจะยุ่งมากในช่วง 9-10 โมงเช้า แลละตอนบ่ายโมง-บ่าย 2 และตอนก่อนจะเลิกงาน
ส่วนวันที่ยุ่งก็น่าจะเป็นวันจันทร์ และวันศุกร์ (แล้วแต่บริษัท)
2. ลำดับธุระหรือข้อความให้เรียบร้อย
-ให้แน่ใจว่าหมายเลขที่จะโทรไปนั้นถูกต้อง ไม่ใช่เบอร์เก่า หรือเป็นเบอร์ก่อนย้ายตำแหน่งหรือย้ายบริษัทไปแล้ว
-ถ้าต้องมีการอ้างอิงเอกสาร หรือต้องจดข้อมูลอะไรระหว่างสนทนา ก็เตรียมดินสอปากกา และกระดาษให้พร้อม การต้องให้ผู้รับโทรศัพท์มาคอยเราหากระดาษ ดินสอนั้น ถือว่าใช้ไม่ได้
-ลำดับเนื้อเรื่อง หรือสาระที่จะพูดให้เรียบร้อย จะต้องพร้อมที่จะถามและตอบคำถามของผู้รับโทรศัพท์ด้วย หรือไม่ให้เสียเวลาทั้งสองฝ่าย
3 ไม่กดหรือหมุนเบอร์ผิด
-เป็นเรื่องที่แย่มาก ที่โทรศัพท์แล้วหมุนผิดเบอร์ เพราะทำให้เสียเวลา เสียค่าโทรศัพท์ และบรรยากาศในการทำงาน
-ดังนั้น เวลาหมุนเบอร์โทรศัพท์ตาต้องดูให้ดี ยิ่งสมัยนี้โทรศัพท์แบบกดปุ่มมีมากขึ้น ทำให้กดได้เร็ว การกดเบอร์ผิดก่อนจะกดเบอร์ให้ครบ ก็เป็นเรื่องเสียเวลาเช่นกัน (แทนที่จะเร็วกลับช้า)
4. กล่าว “สวัสดี” และยืนยันชื่อผู้ที่จะพูดด้วย
เมื่อมีผู้รับสาย ยืนยันให้แน่ใจว่า เป็นที่ที่เราต้องการจะโทรไป แล้วแจ้งชื่อ/หน่วยงานของเราให้ผู้รับโทรศัพท์ทราบ โดยไม่ลืมคำกล่าวทักทายเริ่มต้นด้วยคำว่า “สวัสดีครับ/ค่ะ” (แค่นี้ก็พอแล้ว)
5. กล่าว “สวัสดี” ผู้ที่ต้องการจะพูดด้วย
ถ้าผู้ที่เราต้องการจะพูดด้วยมารับสาย เราควรจะกล่าวคำทักทาย “สวัสดีครับ/ค่ะ” อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับแจ้งชื่อ/หน่วยงานของเราให้ทราบ
ถ้าเป็นช่วงเวลาที่ไม่เร่งรีบ และรู้สึกว่าทั้ง ๒ ฝ่าย (คือผู้โทร และผู้รับโทรศัพท์) พอมีเวลาพูดก็อาจจะทักทายกับในเรื่องทั่วๆ ไปก่อนได้ เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศในการสนทนาให้เป็นกันเองมากยิ่งขึ้น เมื่อพูดถึงธุรกิจจะได้ตกลงกันได้ดีขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาพูดอ้อมค้อมเพราะเกรงใจกันจนเกินไป
6. แจ้งเหตุผลที่โทรมาให้สั้นและชัดเจน
ระบุ “เรื่องที่ต้องการจะโทรมาติดต่อ” ให้สั้นและชัดเจน โดยไม่เยิ่นเย้อเสียเวลา ตามปกติไม่ควรใช้เวลาในข้อนี้เกิน 30 นาที แต่ควรให้ได้ประมาณ 15-30 วินาที ถ้ายาวกว่านี้ควรจะเขียนหรือส่งข้อความผ่าน Fax ให้ผู้รับโทรศัพท์ได้อ่านก่อนที่จะคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว
สมัยนี้มี Fax แล้วควรจะใช้ Fax ให้เป็นประโยชน์ เพราะเวลาส่ง Fax จะเสียเวลาไม่ถึง 10 วินาที แต่ถ้าไม่ส่ง Fax ไปก่อนแล้วอ่านให้ฟังทางโทรศัพท์ จะเสียเวลาและทำให้การสื่อสารข้อความไม่สมบูรณ์ เข้าใจยาก หรืออาจทำให้ผู้ฟังหงุดหงิดได้
7. ถ้าจะพูดนาน ควรถามก่อนว่าพูดได้หรือไม่
บางครั้ง เรื่องที่จะพูดทางโทรศัพท์มีแนวโน้มว่าจะกินเวลานาน ผู้ที่โทรไปควรจะถามผู้รับโทรศัพท์ว่า “ติดธุระอะไรหรือไม่” หรือ “มีเวลาพูดหรือไม่” ถ้าถามแล้วไม่มีปัญหาก็พูดต่อไปได้ แต่ก็ไม่ควรเกิน 5 นาที ถ้าเกิน 5 นาทีแสดงว่าเกินมาตรฐาน หรือขาดการวางแผนการใช้โทรศัพท์ที่ดีพอ
8. โทรไปแล้วไม่อยู่ ควรฝากข้อความหรือแจ้งว่าจะโทรกลับ
ในกรณีของผู้ที่เราต้องการจะพูดด้วยไม่อยู่ ไม่ควรจะปล่อยโอกาสให้เสียไปโดยวางสายไปเฉยๆ โดยไม่ได้ทิ้งข้อความอะไรไว้เพราะ
(1) คนที่เราจะพูดด้วย เมื่อทราบว่ามีคนโทรมา แต่ไม่ทราบว่าใคร ก็คงจะนั่งนึกเดาไปต่างๆ นานา ถือเป็นการเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ทางอ้อมอย่างหนึ่ง
(2) คุณจะเป็นกังวลที่ต้องโทรใหม่ ซึ่งอาจจะไม่ติด หรือโทรไปแล้วคนที่เราจะพูดนั้นไม่อยู่อีก เลยไม่ได้พูดสักที
ดังนั้น โดยมารยาท ถ้าคนที่เราจะพูดด้วย “ไม่อยู่” ควรจะ
-ฝากข้อความไว้ว่า คุณคือใคร โทรมาจากไหน มีธุระอะไร และ/หรือ
-จะให้เขาโทรกลับมา หรือจะโทรมาหาเขาใหม่ เมื่อไหร่ควรจะระบุให้ครบและชัดเจน
(เวลาจะขอให้ใครจดข้อความให้ก็ควรจะพูดให้ไพเราะหน่อย เพราะยิ่งคุณพูดไพเราะเท่าไหร่ ข้อความก็จะมีความละเอียดถูกต้อง และมีโอกาสถึงมือผู้ที่เราต้องการจะพูดด้วยมากยิ่งขึ้นเท่านั้น)
9. พูดจบการสนทนา
ก่อนจะวางหูโทรศัพท์ ควรพูดกล่าวคำขอบคุณและสวัสดี ให้ผู้ฟังทราบว่า การพูดทางโทรศัพท์ของคุณนั้นสิ้นสุดลงแล้ว
การพูดโดยฝากข้อความไว้ แต่ไม่ขอบคุณผู้บันทึกข้อความ ก็เหมือนกับว่าคุณทำตัวเป็นนาย (ที่แย่) ก็อย่างหวังว่าข้อความจะถึงมือผู้ที่เราอยากจูด้วยอย่างแน่นอน
10. ใครเป็นผู้โทรศัพท์ จะเป็นผู้วางหูโทรศัพท์ก่อน
ตามหลักปฏิบัติทั่วไปผู้ที่โทรศัพท์ไปหาผู้อื่นควรจะวางหูโทรศัพท์ก่อน
ยกเว้น ผู้ที่เราโทรไปหานั้น เป็นลูกค้าหรือผู้ใหญ่กว่า เป็นมารยาทที่จะต้องคอยให้ทางโน้นเป็นผู้วางสายก่อน
ระวัง ! อย่างวางหูโทรศัพท์กระแทกตัวเครื่อง เพราะถ้าผู้รับโทรศัพท์ยังไม่วางหูและได้ยิน จะทำให้เสียความรู้สึกอย่างมาก (ความดีทั้งหมดตั้งแต่แรก ก็แทบจะไม่เหลือเลย)
(มีต่อ)
1. คิดคำนึงถึงเวลาที่ควรจะโทร
ก่อนจะโทรศัพท์ไปถึงใคร ควรพิจารณาความสะดวกในเรื่องของเวลาที่ผู้รับโทรศัพท์พร้อมที่จะพูดด้วย
-พยายามหลีกเลี่ยง
(1) ก่อนเริ่มงาน
(2) เวลาพักเที่ยง
(3) ตอนกลางคืน (เวลานอน)
นอกจากนี้แม้เป็นเวลาทำงาน แต่ถ้าเราไม่มีธุระเร่งด่วนอะไร ก็ควรหลีกเลี่ยงโทรไปในช่วงเวลาที่ผู้อื่นอาจจะมีงานยุ่งซึ่งปกติในการทำงานจะยุ่งมากในช่วง 9-10 โมงเช้า แลละตอนบ่ายโมง-บ่าย 2 และตอนก่อนจะเลิกงาน
ส่วนวันที่ยุ่งก็น่าจะเป็นวันจันทร์ และวันศุกร์ (แล้วแต่บริษัท)
2. ลำดับธุระหรือข้อความให้เรียบร้อย
-ให้แน่ใจว่าหมายเลขที่จะโทรไปนั้นถูกต้อง ไม่ใช่เบอร์เก่า หรือเป็นเบอร์ก่อนย้ายตำแหน่งหรือย้ายบริษัทไปแล้ว
-ถ้าต้องมีการอ้างอิงเอกสาร หรือต้องจดข้อมูลอะไรระหว่างสนทนา ก็เตรียมดินสอปากกา และกระดาษให้พร้อม การต้องให้ผู้รับโทรศัพท์มาคอยเราหากระดาษ ดินสอนั้น ถือว่าใช้ไม่ได้
-ลำดับเนื้อเรื่อง หรือสาระที่จะพูดให้เรียบร้อย จะต้องพร้อมที่จะถามและตอบคำถามของผู้รับโทรศัพท์ด้วย หรือไม่ให้เสียเวลาทั้งสองฝ่าย
3 ไม่กดหรือหมุนเบอร์ผิด
-เป็นเรื่องที่แย่มาก ที่โทรศัพท์แล้วหมุนผิดเบอร์ เพราะทำให้เสียเวลา เสียค่าโทรศัพท์ และบรรยากาศในการทำงาน
-ดังนั้น เวลาหมุนเบอร์โทรศัพท์ตาต้องดูให้ดี ยิ่งสมัยนี้โทรศัพท์แบบกดปุ่มมีมากขึ้น ทำให้กดได้เร็ว การกดเบอร์ผิดก่อนจะกดเบอร์ให้ครบ ก็เป็นเรื่องเสียเวลาเช่นกัน (แทนที่จะเร็วกลับช้า)
4. กล่าว “สวัสดี” และยืนยันชื่อผู้ที่จะพูดด้วย
เมื่อมีผู้รับสาย ยืนยันให้แน่ใจว่า เป็นที่ที่เราต้องการจะโทรไป แล้วแจ้งชื่อ/หน่วยงานของเราให้ผู้รับโทรศัพท์ทราบ โดยไม่ลืมคำกล่าวทักทายเริ่มต้นด้วยคำว่า “สวัสดีครับ/ค่ะ” (แค่นี้ก็พอแล้ว)
5. กล่าว “สวัสดี” ผู้ที่ต้องการจะพูดด้วย
ถ้าผู้ที่เราต้องการจะพูดด้วยมารับสาย เราควรจะกล่าวคำทักทาย “สวัสดีครับ/ค่ะ” อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับแจ้งชื่อ/หน่วยงานของเราให้ทราบ
ถ้าเป็นช่วงเวลาที่ไม่เร่งรีบ และรู้สึกว่าทั้ง ๒ ฝ่าย (คือผู้โทร และผู้รับโทรศัพท์) พอมีเวลาพูดก็อาจจะทักทายกับในเรื่องทั่วๆ ไปก่อนได้ เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศในการสนทนาให้เป็นกันเองมากยิ่งขึ้น เมื่อพูดถึงธุรกิจจะได้ตกลงกันได้ดีขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาพูดอ้อมค้อมเพราะเกรงใจกันจนเกินไป
6. แจ้งเหตุผลที่โทรมาให้สั้นและชัดเจน
ระบุ “เรื่องที่ต้องการจะโทรมาติดต่อ” ให้สั้นและชัดเจน โดยไม่เยิ่นเย้อเสียเวลา ตามปกติไม่ควรใช้เวลาในข้อนี้เกิน 30 นาที แต่ควรให้ได้ประมาณ 15-30 วินาที ถ้ายาวกว่านี้ควรจะเขียนหรือส่งข้อความผ่าน Fax ให้ผู้รับโทรศัพท์ได้อ่านก่อนที่จะคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว
สมัยนี้มี Fax แล้วควรจะใช้ Fax ให้เป็นประโยชน์ เพราะเวลาส่ง Fax จะเสียเวลาไม่ถึง 10 วินาที แต่ถ้าไม่ส่ง Fax ไปก่อนแล้วอ่านให้ฟังทางโทรศัพท์ จะเสียเวลาและทำให้การสื่อสารข้อความไม่สมบูรณ์ เข้าใจยาก หรืออาจทำให้ผู้ฟังหงุดหงิดได้
7. ถ้าจะพูดนาน ควรถามก่อนว่าพูดได้หรือไม่
บางครั้ง เรื่องที่จะพูดทางโทรศัพท์มีแนวโน้มว่าจะกินเวลานาน ผู้ที่โทรไปควรจะถามผู้รับโทรศัพท์ว่า “ติดธุระอะไรหรือไม่” หรือ “มีเวลาพูดหรือไม่” ถ้าถามแล้วไม่มีปัญหาก็พูดต่อไปได้ แต่ก็ไม่ควรเกิน 5 นาที ถ้าเกิน 5 นาทีแสดงว่าเกินมาตรฐาน หรือขาดการวางแผนการใช้โทรศัพท์ที่ดีพอ
8. โทรไปแล้วไม่อยู่ ควรฝากข้อความหรือแจ้งว่าจะโทรกลับ
ในกรณีของผู้ที่เราต้องการจะพูดด้วยไม่อยู่ ไม่ควรจะปล่อยโอกาสให้เสียไปโดยวางสายไปเฉยๆ โดยไม่ได้ทิ้งข้อความอะไรไว้เพราะ
(1) คนที่เราจะพูดด้วย เมื่อทราบว่ามีคนโทรมา แต่ไม่ทราบว่าใคร ก็คงจะนั่งนึกเดาไปต่างๆ นานา ถือเป็นการเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ทางอ้อมอย่างหนึ่ง
(2) คุณจะเป็นกังวลที่ต้องโทรใหม่ ซึ่งอาจจะไม่ติด หรือโทรไปแล้วคนที่เราจะพูดนั้นไม่อยู่อีก เลยไม่ได้พูดสักที
ดังนั้น โดยมารยาท ถ้าคนที่เราจะพูดด้วย “ไม่อยู่” ควรจะ
-ฝากข้อความไว้ว่า คุณคือใคร โทรมาจากไหน มีธุระอะไร และ/หรือ
-จะให้เขาโทรกลับมา หรือจะโทรมาหาเขาใหม่ เมื่อไหร่ควรจะระบุให้ครบและชัดเจน
(เวลาจะขอให้ใครจดข้อความให้ก็ควรจะพูดให้ไพเราะหน่อย เพราะยิ่งคุณพูดไพเราะเท่าไหร่ ข้อความก็จะมีความละเอียดถูกต้อง และมีโอกาสถึงมือผู้ที่เราต้องการจะพูดด้วยมากยิ่งขึ้นเท่านั้น)
9. พูดจบการสนทนา
ก่อนจะวางหูโทรศัพท์ ควรพูดกล่าวคำขอบคุณและสวัสดี ให้ผู้ฟังทราบว่า การพูดทางโทรศัพท์ของคุณนั้นสิ้นสุดลงแล้ว
การพูดโดยฝากข้อความไว้ แต่ไม่ขอบคุณผู้บันทึกข้อความ ก็เหมือนกับว่าคุณทำตัวเป็นนาย (ที่แย่) ก็อย่างหวังว่าข้อความจะถึงมือผู้ที่เราอยากจูด้วยอย่างแน่นอน
10. ใครเป็นผู้โทรศัพท์ จะเป็นผู้วางหูโทรศัพท์ก่อน
ตามหลักปฏิบัติทั่วไปผู้ที่โทรศัพท์ไปหาผู้อื่นควรจะวางหูโทรศัพท์ก่อน
ยกเว้น ผู้ที่เราโทรไปหานั้น เป็นลูกค้าหรือผู้ใหญ่กว่า เป็นมารยาทที่จะต้องคอยให้ทางโน้นเป็นผู้วางสายก่อน
ระวัง ! อย่างวางหูโทรศัพท์กระแทกตัวเครื่อง เพราะถ้าผู้รับโทรศัพท์ยังไม่วางหูและได้ยิน จะทำให้เสียความรู้สึกอย่างมาก (ความดีทั้งหมดตั้งแต่แรก ก็แทบจะไม่เหลือเลย)
(มีต่อ)
วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2551
ความสำเร็จและความล้มเหลว ในการบริหารงานบุคคลในมหาวิทยาลัย
ความสำเร็จและความล้มเหลว ในการบริหารงานบุคคลในมหาวิทยาลัย
โดย ศักราช ฟ้าขาว มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
และเห็นเพื่อนร่วมงานที่เข้ามาพูดคุยกันในเรื่องความไม่ก้าวหน้าของตนเองตามแนวทางที่ควรจะเป็น
ตามทฤษฎีความต้องการของ Maslow การบริหารบุคคลในมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการสร้างความกดดันและวิตกกังวลให้แก่บุคลากร จนกระทั่งคิดจะโอนย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่น และหนีปัญหาจากโลกนี้ไปก็มี
ความสำเร็จและความล้มเหลวในการบริหารบุคคลในมหาวิทยาลัย จะมีปัจจัยสำคัญที่จะสร้างให้คนพึงพอใจและวิตกกังวลได้ ดังนี้
1.วัฒนธรรมองค์กร
2.สภามหาวิทยาลัย
3.ผู้บริหารทุกระดับในมหาวิทยาลัย
4.การสร้างข้อบังคับ ประกาศ ระเบียบ
1.วัฒนธรรมองค์กร เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสำเร็จและล้มเหลวได้ สถาบันอุดมศึกษาแห่งใด มีวัฒนธรรมของความรักในหมู่และพรรคพวกของตนเองมาก คาดคะเนได้ว่าปัจจัยอื่นที่จะกล่าวถึงก็จะเป็นไปในแนวทางของหมู่และพรรคพวกของตนเองแทบทั้งสิ้น แต่หากสถาบันใดมีวัฒนธรรมองค์กร ที่มีหลักธรรมาภิบาล เป็นตัวตั้ง สถาบันแห่งนั้นจะเป็นที่ยอมรับของคนในที่แห่งนั้น คนจะอยู่ด้วยความรักและความสุขอย่างทั่วถึง เกิดความพึงพอใจ เพราะไม่กระจุกความสุขเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
2.สภามหาวิทยาลัย เป็นองค์กรหลักในสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่ง ที่จะควบคุมดูแลจัดการในด้านวิชาการ งบประมาณและบริหารงานบุคคลของผู้บริหารในมหาวิทยาลัย
หากโครงสร้างของสภามหาวิทยาลัยประกอบไปด้วยทีมที่เกิดจากผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าข้างผู้บริหาร ผู้แทนคณาจารย์ที่เป็นผู้บริหาร สภามหาวิทยาลัยแห่งนั้นก็จะเป็นเพียงสภาตรายาง และจะรักษาประโยชน์ของผู้บริหารและกลุ่มของผู้บริหารย่อมมาก่อนคณาจารย์ และบุคลากรอื่นเสมอ
หากเป็นดังกล่าวนี้การวินิจฉัย การตีความเรื่องต่างๆ ตลอดถึงความเป็นธรรมก็จะเบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริง และเกิดความไม่พึงพอใจและสร้างความวิตกกังวลแก่คณาจารย์ และบุคลากรได้
3.ผู้บริหารทุกระดับในมหาวิทยาลัย เป็นแรงผลักและแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ ที่จะทำให้เกิดความสำเร็จและความล้มเหลวในเรื่องต่างๆ ได้
ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยจะมาจากคณาจารย์ที่มีการสรรหาเลือกตั้ง โดยวิธีการที่สภามหาวิทยาลัยเห็นชอบ
ปรากฏการณ์ของคนในมหาวิทยาลัยคือ พรรคการเมืองย่อยๆ นั่นเอง จึงมีการว่ากล่าว ด่าทอ (ลับหลัง) เอาพวกหมู่ของตนเองไว้ก่อนสิ่งอื่น หากผู้บริหารกลุ่มใดมีวิธีคิดแบบนี้มาก การที่จะให้คณาจารย์ และบุคลากรสายสนับสนุนพึ่งพิง พึ่งพาจะเป็นได้ยาก การตีความที่มีข้อร้องเรียนจากคณาจารย์ ก็จะตีความไปโดยขัดกับหลักธรรมาภิบาล และหลักนิติธรรม เพราะจะวินิจฉัยหรือชี้นำให้สภาฯ เห็นคล้อยตามไปตามแนวทางของกลุ่มหรือพรรคพวกของตนเอง
4.การสร้างข้อบังคับ ประกาศ และระเบียบ เป็นไปโดยใช้หลักนิติธรรมมากน้อยเพียงใด
หลักนิติธรรม หมายถึง การใช้ความถูกต้องของกฎหมาย และไม่ตีความเพื่อให้เกิดประโยชน์กับกลุ่มของตนเองในปัจจุบันและอนาคต หรือคาดคะเนหรือวางแนวทางให้กลุ่มผู้เขียน
ผู้ร่างขึ้นได้ประโยชน์จากการเขียนข้อบังคับ ประกาศ และระเบียบ นั้นๆ
เช่น ข้อบังคับมหาวิทยาลัย ว่าด้วย คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยจากคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย พ.ศ.2547 ระบุว่า กรรมการสภาจากผู้แทนคณาจารย์ต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งบริหาร และนิยามตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 มาตรา 16 (3) คือเขียนข้อบังคับฯ เพื่อเอื้อต่อผู้บริหารตั้งแต่รองคณบดี รองผู้อำนวยการสำนัก และหัวหน้าภาควิชา
เราจึงเห็นปรากฏการณ์ผู้บริหารเหล่านี้มาสมัครเป็นผู้แทนคณาจารย์กันทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง
ถ้าถามว่าผิดข้อบังคับฯหรือไม่ ไม่ผิด เพราะผู้ร่าง ผู้เขียนข้อบังคับฯ เขียนขึ้นโดยดูกฎหมายฉบับเดียว (พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 มาตรา 16 (3) ไม่ได้นำกฎหมายที่ใช้คู่กัน คือ พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 18 มากล่าวถึง ซึ่งกำหนดตำแหน่งผู้บริหารระบุตั้งแต่ อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี รองคณบดี ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนัก รองผู้อำนวยการฯ เป็นผู้บริหารทั้งหมด และไปดู พ.ร.ฎ.ว่าด้วยเงินประจำตำแหน่ง กำหนดตั้งแต่อธิการบดีลงไปถึงหัวหน้าภาควิชาเป็นผู้บริหาร แบบนี้ถือว่าใช้หลักนิติธรรมในทางกฎหมายไม่ดีพอ
ปัจจัยดังกล่าวนี้ เป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เกิดความสำเร็จและความล้มเหลวในการบริหารงานบุคคลในมหาวิทยาลัยได้
ความตระหนักความสำนึกของผู้บริหารที่ถอดหัวโขนจากคณาจารย์ไปเป็นผู้บริหารที่มีความเข้าใจ และใช้หลักธรรมาภิบาลเท่านั้นจะสร้างให้คนพึงพอใจและคลายความวิตกกังวลได้ และจะสามารถขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยไปในทิศทางเป็นที่ยอมรับของคนภายในมหาวิทยาลัยและมวลชนภายนอกได้
มติชน วันที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10830หน้า 5
โดย ศักราช ฟ้าขาว มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
ได้สัมผัสกับการบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษาจากการพูดคุยกับเพื่อนต่างสถาบัน และภายในมหาวิทยาลัยที่สังกัด
ได้เห็นความสำเร็จและความล้มเหลวในการบริหารงานบุคคล ในหลายกรรมและหลายวาระเห็นคนดีใจจากการขึ้นสู่ผู้บริหารจนประสบความสำเร็จและเห็นเพื่อนร่วมงานที่เข้ามาพูดคุยกันในเรื่องความไม่ก้าวหน้าของตนเองตามแนวทางที่ควรจะเป็น
ตามทฤษฎีความต้องการของ Maslow การบริหารบุคคลในมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการสร้างความกดดันและวิตกกังวลให้แก่บุคลากร จนกระทั่งคิดจะโอนย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่น และหนีปัญหาจากโลกนี้ไปก็มี
ความสำเร็จและความล้มเหลวในการบริหารบุคคลในมหาวิทยาลัย จะมีปัจจัยสำคัญที่จะสร้างให้คนพึงพอใจและวิตกกังวลได้ ดังนี้
1.วัฒนธรรมองค์กร
2.สภามหาวิทยาลัย
3.ผู้บริหารทุกระดับในมหาวิทยาลัย
4.การสร้างข้อบังคับ ประกาศ ระเบียบ
1.วัฒนธรรมองค์กร เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสำเร็จและล้มเหลวได้ สถาบันอุดมศึกษาแห่งใด มีวัฒนธรรมของความรักในหมู่และพรรคพวกของตนเองมาก คาดคะเนได้ว่าปัจจัยอื่นที่จะกล่าวถึงก็จะเป็นไปในแนวทางของหมู่และพรรคพวกของตนเองแทบทั้งสิ้น แต่หากสถาบันใดมีวัฒนธรรมองค์กร ที่มีหลักธรรมาภิบาล เป็นตัวตั้ง สถาบันแห่งนั้นจะเป็นที่ยอมรับของคนในที่แห่งนั้น คนจะอยู่ด้วยความรักและความสุขอย่างทั่วถึง เกิดความพึงพอใจ เพราะไม่กระจุกความสุขเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
2.สภามหาวิทยาลัย เป็นองค์กรหลักในสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่ง ที่จะควบคุมดูแลจัดการในด้านวิชาการ งบประมาณและบริหารงานบุคคลของผู้บริหารในมหาวิทยาลัย
หากโครงสร้างของสภามหาวิทยาลัยประกอบไปด้วยทีมที่เกิดจากผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าข้างผู้บริหาร ผู้แทนคณาจารย์ที่เป็นผู้บริหาร สภามหาวิทยาลัยแห่งนั้นก็จะเป็นเพียงสภาตรายาง และจะรักษาประโยชน์ของผู้บริหารและกลุ่มของผู้บริหารย่อมมาก่อนคณาจารย์ และบุคลากรอื่นเสมอ
หากเป็นดังกล่าวนี้การวินิจฉัย การตีความเรื่องต่างๆ ตลอดถึงความเป็นธรรมก็จะเบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริง และเกิดความไม่พึงพอใจและสร้างความวิตกกังวลแก่คณาจารย์ และบุคลากรได้
3.ผู้บริหารทุกระดับในมหาวิทยาลัย เป็นแรงผลักและแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ ที่จะทำให้เกิดความสำเร็จและความล้มเหลวในเรื่องต่างๆ ได้
ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยจะมาจากคณาจารย์ที่มีการสรรหาเลือกตั้ง โดยวิธีการที่สภามหาวิทยาลัยเห็นชอบ
ปรากฏการณ์ของคนในมหาวิทยาลัยคือ พรรคการเมืองย่อยๆ นั่นเอง จึงมีการว่ากล่าว ด่าทอ (ลับหลัง) เอาพวกหมู่ของตนเองไว้ก่อนสิ่งอื่น หากผู้บริหารกลุ่มใดมีวิธีคิดแบบนี้มาก การที่จะให้คณาจารย์ และบุคลากรสายสนับสนุนพึ่งพิง พึ่งพาจะเป็นได้ยาก การตีความที่มีข้อร้องเรียนจากคณาจารย์ ก็จะตีความไปโดยขัดกับหลักธรรมาภิบาล และหลักนิติธรรม เพราะจะวินิจฉัยหรือชี้นำให้สภาฯ เห็นคล้อยตามไปตามแนวทางของกลุ่มหรือพรรคพวกของตนเอง
4.การสร้างข้อบังคับ ประกาศ และระเบียบ เป็นไปโดยใช้หลักนิติธรรมมากน้อยเพียงใด
หลักนิติธรรม หมายถึง การใช้ความถูกต้องของกฎหมาย และไม่ตีความเพื่อให้เกิดประโยชน์กับกลุ่มของตนเองในปัจจุบันและอนาคต หรือคาดคะเนหรือวางแนวทางให้กลุ่มผู้เขียน
ผู้ร่างขึ้นได้ประโยชน์จากการเขียนข้อบังคับ ประกาศ และระเบียบ นั้นๆ
เช่น ข้อบังคับมหาวิทยาลัย ว่าด้วย คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยจากคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย พ.ศ.2547 ระบุว่า กรรมการสภาจากผู้แทนคณาจารย์ต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งบริหาร และนิยามตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 มาตรา 16 (3) คือเขียนข้อบังคับฯ เพื่อเอื้อต่อผู้บริหารตั้งแต่รองคณบดี รองผู้อำนวยการสำนัก และหัวหน้าภาควิชา
เราจึงเห็นปรากฏการณ์ผู้บริหารเหล่านี้มาสมัครเป็นผู้แทนคณาจารย์กันทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง
ถ้าถามว่าผิดข้อบังคับฯหรือไม่ ไม่ผิด เพราะผู้ร่าง ผู้เขียนข้อบังคับฯ เขียนขึ้นโดยดูกฎหมายฉบับเดียว (พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 มาตรา 16 (3) ไม่ได้นำกฎหมายที่ใช้คู่กัน คือ พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 18 มากล่าวถึง ซึ่งกำหนดตำแหน่งผู้บริหารระบุตั้งแต่ อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี รองคณบดี ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนัก รองผู้อำนวยการฯ เป็นผู้บริหารทั้งหมด และไปดู พ.ร.ฎ.ว่าด้วยเงินประจำตำแหน่ง กำหนดตั้งแต่อธิการบดีลงไปถึงหัวหน้าภาควิชาเป็นผู้บริหาร แบบนี้ถือว่าใช้หลักนิติธรรมในทางกฎหมายไม่ดีพอ
ปัจจัยดังกล่าวนี้ เป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เกิดความสำเร็จและความล้มเหลวในการบริหารงานบุคคลในมหาวิทยาลัยได้
ความตระหนักความสำนึกของผู้บริหารที่ถอดหัวโขนจากคณาจารย์ไปเป็นผู้บริหารที่มีความเข้าใจ และใช้หลักธรรมาภิบาลเท่านั้นจะสร้างให้คนพึงพอใจและคลายความวิตกกังวลได้ และจะสามารถขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยไปในทิศทางเป็นที่ยอมรับของคนภายในมหาวิทยาลัยและมวลชนภายนอกได้
มติชน วันที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10830หน้า 5
วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2551
อาหารกับผู้บริหาร (หญิง)
อาหารกับผู้บริหาร (หญิง)
การจัดโภชนาการพื้นฐานในผู้หญิงทำงานก็จะคล้ายกับในผู้ชายทำงาน ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ที่ต้องเพิ่มมากขึ้นก็คือธาตุเหล็ก เพราะผู้หญิงมีการสูญเสียธาตุเหล็กทุกเดือนทางรอบเดือน ยิ่งคนที่มีประจำเดือนมามากยิ่งต้องการเหล็กเสริมมากขึ้น และถ้าใส่ห่วงคุมกำเนิดยิ่งมีโอกาสสูญเสียเลือดวันละเล็กวันละน้อยได้มากกว่าปกติ ที่สำคัญผู้หญิงจะมีการเก็บสะสมธาตุเหล็กน้อยกว่าในผู้ชาย
แหล่งของธาตุเหล็กที่ดีที่สุดคือ จากเนื้อสัตว์ และตับที่เรียกว่า “ฮีม ไอออน” ดังนั้นจึงมีอาหารเสริมที่สกัดจากตับอย่างมากมาย แต่ข้อเสียคือ เสื่อมง่ายทำให้มักไม่ได้ปริมาณธาตุเหล็กตามที่กำหนดไว้ ในปัจจุบันอาหารเสริมธาตุเหล็กมีหลายชนิด เช่น เฟอร์รัน ซัลเฟต เฟอร์รัส ฟูเมอเรต ซึ่งระคายเคืองกระเพาะอาหารน้อยกว่าชนิดแรก ควรรับประทานธาตุเหล็กพร้อมๆ กับวิตามินซี จะช่วยให้ดูดซึมได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรรับประทานร่วมกับแคลเซียม โดยเฉพาะแคลเซียมฟอสเฟต เพราะจะลดการดูดซึมลง
ปริมาณธาตุเหล็กที่ต้องการเพิ่มในคนที่สูบบุหรี่ทั่วๆ ไปแข็งแรงดี คือ 10-15 มก./วัน แต่หากมีอาการซีดเลือดประจำเดือนเยอะอาจต้องการสูงถึง 50 มก./วันได้
สำหรับคุณผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิด ร่างกายจะต้องการวิตามินบี 6 (ไพรีดอกซิน) และโฟลิค แอซิด เพิ่มมากกว่าปกติ ควรได้รับวิตามินบี 6 วันละ 20 มก.
อาการผิดปกติช่วงก่อนมีรอบเดือน ที่เรียกว่า Pre-menstrual Syndrome หรือ PMS นั้นเป็นอาการที่ทำให้มีผลกระทบต่อการทำงานของคุณผู้หญิงค่อนข้างมาก กลุ่มอาการนี้ได้แก่ หงุดหงิด ขี้รำคาญ กระวนกระวาย ซึมเศร้า อ่อนเพลีย อยากขนมหวานมากขึ้น น้ำหนักขึ้น ท้องอืด เจ็บหน้าอก มึนศีรษะ ปวดหัว ฯลฯ มักเริ่มเป็น 7-10 วันก่อนมีรอบเดือน พอมีรอบเดือนอาการต่างๆ ก็หายไป
อาหารเสริมและวิตามินที่จะช่วยป้องกัน และรักษากลุ่มอาการ PMS ได้แก่
1.วิตามินอี ช่วยลดอาการเจ็บหน้าอกให้ได้ตั้งแต่ 100-400 ยูนิตสากล/ วัน
2.วิตามินบี 6 (ไพรีดอกซิน) ช่วยลดความแปรปรวนทางอารมณ์ ขนาดที่ให้คือ 20-50 มก./วัน ในช่วงที่มีอาการ ช่วงปกติให้ 20 มก./วัน ก็พอ ไม่ควรรับประทานขนาด 50 มก./วัน ติดต่อกันนานๆ ยกเว้นอยู่ในความดูแลของแพทย์
3.แอล-ไทโรซีน (L-tryrosine) ช่วยลดอาการอ่อนเพลียและอาการซึมเศร้า ขนาดที่ใช้คือ 500 มก. ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมงวันละ 3 ครั้ง หรือ 1,500 มก./วัน ไม่ควรใช้กรดอะมิโนตัวนี้รวมกับยารักษาโรคซึมเศร้า ในกลุ่มสารยับยั้ง โมโนเอมีน ออกซิเดซ และไม่ควรให้ในคนที่มีปัญหาความดันโลหิตสูง
4.เลซิติน หรือฟอสฟาติดิลโคลีน ช่วยในการควบคุมอารมณ์และเสริมสร้างความจำ เพราะร่างกายจะใช้โคลีนไปสร้างเป็นสารสื่อนำประสาทได้ ขนาดที่ให้คือ 1-10 กรัม/วัน โดยไม่พบข้อแทรกซ้อม หรืออาจรับประทานโคลีนขนาด 100-1,000 มก./วัน โดยตรงก็ได้ ควรเริ่มขนาดน้อยก่อน หากยังไม่เห็นผลจึงค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้น
5.แอล-คาร์นิทีน (L-carnitine) ขนาดสูง 2 กรัม/วัน ช่วยลดอาการท้องอือ และลดน้ำหนักตัวที่ขึ้นผิดปกติในช่วงนี้ได้
6.อีฟนิ่ง พริมโรส ออยล์ (Evening Primrose Oil) หรือ EPO เป็นน้ำมันที่สกัดจาดเมล็ดของดอกอีฟนิ่งพริมโรส มีกรดไขมันแกมมาไลโนเลนิค แอซิด ซึ่งร่างกายจะนำไปเปลี่ยนเป็นพรอสตาแกลนดินส์ ซึ่งจะสามารถช่วยควบคุมและรักษาอาการ PMS ได้ ขนาดที่ให้คือ วันละ 2-4 กรัม
7.การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยลดอาการ PMS ได้
8.ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง และพวกเนื้อวัว เนื้อหมู
ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ปัญหาที่น่ากลัวที่สุด คือ โรคกระดูกบาง (osteoporosis) โดยเฉพาะในคนที่ไม่ได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริม เพราะจะทำให้กระดูกเปราะ หักง่าย การป้องกันที่ดี คือ การได้รับแคลเซียมมากเพียงพอตั้งแต่ในวัยสาว ไม่ใช่มาเสริมเอาตอนหมดรอบเดือนแล้ว การออกกำลังกาย เช่น เดินวันละ 20-30 นาที 3 ครั้ง/สัปดาห์ ก็ช่วยป้องกันโรคนี้ได้
แคลเซียมเสริมสำหรับหญิงก่อนหมดประจำเดือนและหญิงหมดประจำเดือนที่รับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจนคือ 1,000 มก./วัน แต่ถ้าอยู่ในวัยหมดประจเดือน และไม่มีฮอร์โมนเสริมควรรับประทานแคลเซียมวันละ 1,500 มก.
แคลเซียม คาร์บอเนต ใช้กันมากที่สุด แต่จะดูดซึมได้ดีเมื่อมีกรดในกระเพาะ จึงต้องรับประทานพร้อมอาหาร
แคลเซียม ซิเตรท สามารถรับประทานได้ในขณะท้องว่าง ทั้งซิเตรทจะช่วยป้องกันการตกตะกอน เกิดนิ่วในไตได้อีกด้วย
ในหญิงที่มีปัญหาระดับแคลเซียมในเลือดสูงผิดปกติ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานแคลเซียมเสริม
ในคนที่มีปัญหาไตวายไม่ควรรับประทานแคลเซียมเสริมที่มีแมกนีเซียมอยู่ด้วย
ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมักจะรู้สึกหนาวง่าย แม้ต่อมธัยรอยด์จะทำงานปกติ เพราะถึงแม้จะมีธาตุเหล็กขาดไปเพียงเล็กน้อย และไม่มีอาการซีดแต่อย่างใด ร่างกายก็อาจปรับอุณหภูมิไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องการธาตุเหล็กเสริมด้วย
ที่มา: I Love My Life อภินันทนาการฟรีพร้อมหนังสือพิมพ์ “คู่แข่งธุรกิจรายสัปดาห์” เฉพาะฉบับที่ 116 วันที่ 29 มี.ค.-4 เม.ษ 2536 หน้า 29-33
การจัดโภชนาการพื้นฐานในผู้หญิงทำงานก็จะคล้ายกับในผู้ชายทำงาน ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ที่ต้องเพิ่มมากขึ้นก็คือธาตุเหล็ก เพราะผู้หญิงมีการสูญเสียธาตุเหล็กทุกเดือนทางรอบเดือน ยิ่งคนที่มีประจำเดือนมามากยิ่งต้องการเหล็กเสริมมากขึ้น และถ้าใส่ห่วงคุมกำเนิดยิ่งมีโอกาสสูญเสียเลือดวันละเล็กวันละน้อยได้มากกว่าปกติ ที่สำคัญผู้หญิงจะมีการเก็บสะสมธาตุเหล็กน้อยกว่าในผู้ชาย
แหล่งของธาตุเหล็กที่ดีที่สุดคือ จากเนื้อสัตว์ และตับที่เรียกว่า “ฮีม ไอออน” ดังนั้นจึงมีอาหารเสริมที่สกัดจากตับอย่างมากมาย แต่ข้อเสียคือ เสื่อมง่ายทำให้มักไม่ได้ปริมาณธาตุเหล็กตามที่กำหนดไว้ ในปัจจุบันอาหารเสริมธาตุเหล็กมีหลายชนิด เช่น เฟอร์รัน ซัลเฟต เฟอร์รัส ฟูเมอเรต ซึ่งระคายเคืองกระเพาะอาหารน้อยกว่าชนิดแรก ควรรับประทานธาตุเหล็กพร้อมๆ กับวิตามินซี จะช่วยให้ดูดซึมได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรรับประทานร่วมกับแคลเซียม โดยเฉพาะแคลเซียมฟอสเฟต เพราะจะลดการดูดซึมลง
ปริมาณธาตุเหล็กที่ต้องการเพิ่มในคนที่สูบบุหรี่ทั่วๆ ไปแข็งแรงดี คือ 10-15 มก./วัน แต่หากมีอาการซีดเลือดประจำเดือนเยอะอาจต้องการสูงถึง 50 มก./วันได้
สำหรับคุณผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิด ร่างกายจะต้องการวิตามินบี 6 (ไพรีดอกซิน) และโฟลิค แอซิด เพิ่มมากกว่าปกติ ควรได้รับวิตามินบี 6 วันละ 20 มก.
อาการผิดปกติช่วงก่อนมีรอบเดือน ที่เรียกว่า Pre-menstrual Syndrome หรือ PMS นั้นเป็นอาการที่ทำให้มีผลกระทบต่อการทำงานของคุณผู้หญิงค่อนข้างมาก กลุ่มอาการนี้ได้แก่ หงุดหงิด ขี้รำคาญ กระวนกระวาย ซึมเศร้า อ่อนเพลีย อยากขนมหวานมากขึ้น น้ำหนักขึ้น ท้องอืด เจ็บหน้าอก มึนศีรษะ ปวดหัว ฯลฯ มักเริ่มเป็น 7-10 วันก่อนมีรอบเดือน พอมีรอบเดือนอาการต่างๆ ก็หายไป
อาหารเสริมและวิตามินที่จะช่วยป้องกัน และรักษากลุ่มอาการ PMS ได้แก่
1.วิตามินอี ช่วยลดอาการเจ็บหน้าอกให้ได้ตั้งแต่ 100-400 ยูนิตสากล/ วัน
2.วิตามินบี 6 (ไพรีดอกซิน) ช่วยลดความแปรปรวนทางอารมณ์ ขนาดที่ให้คือ 20-50 มก./วัน ในช่วงที่มีอาการ ช่วงปกติให้ 20 มก./วัน ก็พอ ไม่ควรรับประทานขนาด 50 มก./วัน ติดต่อกันนานๆ ยกเว้นอยู่ในความดูแลของแพทย์
3.แอล-ไทโรซีน (L-tryrosine) ช่วยลดอาการอ่อนเพลียและอาการซึมเศร้า ขนาดที่ใช้คือ 500 มก. ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมงวันละ 3 ครั้ง หรือ 1,500 มก./วัน ไม่ควรใช้กรดอะมิโนตัวนี้รวมกับยารักษาโรคซึมเศร้า ในกลุ่มสารยับยั้ง โมโนเอมีน ออกซิเดซ และไม่ควรให้ในคนที่มีปัญหาความดันโลหิตสูง
4.เลซิติน หรือฟอสฟาติดิลโคลีน ช่วยในการควบคุมอารมณ์และเสริมสร้างความจำ เพราะร่างกายจะใช้โคลีนไปสร้างเป็นสารสื่อนำประสาทได้ ขนาดที่ให้คือ 1-10 กรัม/วัน โดยไม่พบข้อแทรกซ้อม หรืออาจรับประทานโคลีนขนาด 100-1,000 มก./วัน โดยตรงก็ได้ ควรเริ่มขนาดน้อยก่อน หากยังไม่เห็นผลจึงค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้น
5.แอล-คาร์นิทีน (L-carnitine) ขนาดสูง 2 กรัม/วัน ช่วยลดอาการท้องอือ และลดน้ำหนักตัวที่ขึ้นผิดปกติในช่วงนี้ได้
6.อีฟนิ่ง พริมโรส ออยล์ (Evening Primrose Oil) หรือ EPO เป็นน้ำมันที่สกัดจาดเมล็ดของดอกอีฟนิ่งพริมโรส มีกรดไขมันแกมมาไลโนเลนิค แอซิด ซึ่งร่างกายจะนำไปเปลี่ยนเป็นพรอสตาแกลนดินส์ ซึ่งจะสามารถช่วยควบคุมและรักษาอาการ PMS ได้ ขนาดที่ให้คือ วันละ 2-4 กรัม
7.การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยลดอาการ PMS ได้
8.ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง และพวกเนื้อวัว เนื้อหมู
ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ปัญหาที่น่ากลัวที่สุด คือ โรคกระดูกบาง (osteoporosis) โดยเฉพาะในคนที่ไม่ได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริม เพราะจะทำให้กระดูกเปราะ หักง่าย การป้องกันที่ดี คือ การได้รับแคลเซียมมากเพียงพอตั้งแต่ในวัยสาว ไม่ใช่มาเสริมเอาตอนหมดรอบเดือนแล้ว การออกกำลังกาย เช่น เดินวันละ 20-30 นาที 3 ครั้ง/สัปดาห์ ก็ช่วยป้องกันโรคนี้ได้
แคลเซียมเสริมสำหรับหญิงก่อนหมดประจำเดือนและหญิงหมดประจำเดือนที่รับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจนคือ 1,000 มก./วัน แต่ถ้าอยู่ในวัยหมดประจเดือน และไม่มีฮอร์โมนเสริมควรรับประทานแคลเซียมวันละ 1,500 มก.
แคลเซียม คาร์บอเนต ใช้กันมากที่สุด แต่จะดูดซึมได้ดีเมื่อมีกรดในกระเพาะ จึงต้องรับประทานพร้อมอาหาร
แคลเซียม ซิเตรท สามารถรับประทานได้ในขณะท้องว่าง ทั้งซิเตรทจะช่วยป้องกันการตกตะกอน เกิดนิ่วในไตได้อีกด้วย
ในหญิงที่มีปัญหาระดับแคลเซียมในเลือดสูงผิดปกติ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานแคลเซียมเสริม
ในคนที่มีปัญหาไตวายไม่ควรรับประทานแคลเซียมเสริมที่มีแมกนีเซียมอยู่ด้วย
ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมักจะรู้สึกหนาวง่าย แม้ต่อมธัยรอยด์จะทำงานปกติ เพราะถึงแม้จะมีธาตุเหล็กขาดไปเพียงเล็กน้อย และไม่มีอาการซีดแต่อย่างใด ร่างกายก็อาจปรับอุณหภูมิไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องการธาตุเหล็กเสริมด้วย
ที่มา: I Love My Life อภินันทนาการฟรีพร้อมหนังสือพิมพ์ “คู่แข่งธุรกิจรายสัปดาห์” เฉพาะฉบับที่ 116 วันที่ 29 มี.ค.-4 เม.ษ 2536 หน้า 29-33
วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2551
อาหารกับผู้บริหาร (ชาย)
อาหารกับผู้บริหาร (ชาย)
สุขภาพของผู้บริหารเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากสุขภาพไม่ดีก็คงมีผลงานสร้างสรรค์ที่ดีตามมาไม่ได้ จากการตรวจพบว่าผู้บริหารชายกลัวเท่ไม่มากกว่าหญิงเสียด้วยซ้ำ คงเป็นเพราะไม่อยากจะสูญเสียสภาพผู้บริหารระดับสูงไปถ้าถูกคนอื่นบอกว่า “แก่วัยแล้วไร้ค่า”
ภาวะโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับผู้บริหาร ก็ได้แก่การเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน โปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน โดยเฉพาะโปรตีนจากปลาซึ่งย่อยง่ายและให้น้ำมันอีพีเอ ลดคอเลสเทอรอลอีกด้วย และให้เน้นพวกผักสดและผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารให้มาก เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและเกลือแร่อย่างเพียงพอ ทั้งยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ วันละ 8-12 แก้ว
สิ่งที่ผู้บริหารควรหลีกเลี่ยงก็คือ อาหารประเภทน้ำตาล อาหารมัน โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ แกงกะทิ เนื้อสัตว์พวกหมู และเนื้อวัว ที่มีคอเลสเทอรอลสูง ไข่แดง ควรจำกัดไม่ให้เกินสัปดาห์ละ 2 ฟอง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำชา-กาแฟ โคล่า ที่มีคาเฟอีนสูง และควรงดสูบบุหรี่ด้วย
อาหารเสริมโดยเฉพาะพวกวิตามินและเกลือแร่เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะระดับผู้บริหารมักจะมีอันจะกิน แต่ไม่ค่อยได้เลือกกินของมีประโยชน์เท่าที่ควร รวมทั้งความเครียดที่เกิดขึ้นจากการทำงานและสภาพแวดล้อมจะมีผลให้ร่างกายต้องการวิตามินและเกลือแร่เพิ่มมากขึ้น แม้ในคนที่รับประทานอาหารได้ครบทุกหมู่ก็ยังต้องการวิตามินและเกลือแร่เสริม เพราะปริมาณวิตามินตามค่า RDA นั้นเพียงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาด แต่ไม่พอสำหรับการเสริมสร้างสุขภาพ และป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้
จากงานวิจัยพบว่าวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด สามารถช่วยป้องกันโรคต่างๆโดยเฉพาะโรคจากความเสื่อมของร่างกายตามวันได้ เช่น โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ คอเลสเทอรอลสูง มะเร็ง โรคอ้วน ภูมิต้านทานต่ำ อ่อนเพลีย กระดูกเสื่อม ฯลฯ
วิตามินที่ช่วยลดความเครียดให้แก่ร่างกายบำรุงประสาทและสมอง ได้แก่ วิตามินในกลุ่มบีรวม โดยเฉพาะวิตามินบี 1-6-12 ดังนั้นผู้บริหารที่มีความเครียดสูง จะได้รับวิตามินกลุ่มนี้สม่ำเสมอ
ในผู้บริหารที่สูบบุหรี่ หรือต้องอยู่ในที่ๆ มีควันบุหรี่มาก โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะต้องการวิตามินและเกลือแร่เสริมมากเป็นพิเศษ นั่งทำงานในควันบุหรี่ รวมทั้งควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์และโรงงานอุตสาหกรรมในปัจจุบันจะมีออกซิเจนที่เป็นพิษ “ไนโตรเจนออกไซด์” และ ฟรี แรดิคอล จำนวนมากซึ่งสารเหล่านี้จะไปทำงายเยื่อหุ้มเซลล์ นิวเคลียสของเซลล์ ทำให้เซลล์ตายและกลายเป็นมะเร็ง ดังนั้นเราจึงพบว่าคนที่สูบบุหรี่จะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งปอดสูงและสามีหรือภรรยาของคนที่สูบบุหรี่ก็มีโอกาสเสี่ยงต่อมะเร็งปอดเพิ่มเป็นสองเท่าของปกติ ทั้งควันบุหรี่ยังทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองด้วย
วิตามินและเกลือแร่ สำหรับคนสูบบุหรี่ ได้แก่ เบตา แคโรทีน วันละ 15 มก. หรือ 25,000 ยูนิตสากลวิตามินอี 400 ยูนิตสากล วิตามินซี 500-1000 มก. โฟลิคแอซิด 800 ไมโครกรัม วิตามินบี 12 500 ไมโครกรัม ซิลีเนียม 200 ไมโครกรัม และสังกะสี 15-30 มก.
วิตามินและเกลือแร่ดังกล่าวจะมีคุณสมบัติเป็น “แอนตี้ออกซิแดนท์” ต่อต้านและทำลายฟรี แรดิคอล ที่ร่างกายได้รับจากสิ่งแวดล้อม จึงช่วยลดความเสี่ยงชองมะเร็งปอด ตลอดจนความเสื่อมของร่างกายด้วย
ในปี ค.ศ. 1988 มีรายงานทางการแพทย์ว่า ในคนที่เริ่มมีความผิดปกติของทางเดินหายใจ หรือเริ่มมีมะเร็งระยะแรก การให้โฟลิค แอซิดขนาด 10 มก. และวิตามินบี 12 ขนาด 500 ไมโครกรัม สามารถทำให้เนื้อร้ายระยะแรกนี้กลายเป็นปกติได้ แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะเป็นการให้วิตามินสูงเพื่อการรักษา
ในผู้ชายวัยกลางคน ไม่มีความจำเป็นต้องเสริมธาตุเหล็ก เพราะมักไม่ขาด ยกเว้นเป็นโรคบางชนิด หรือกำลังลดอาหารเพื่อลดน้ำหนักเท่านั้น
ที่มา: I Love My Life อภินันทนาการฟรีพร้อมหนังสือพิมพ์ “คู่แข่งธุรกิจรายสัปดาห์” เฉพาะฉบับที่ 116 วันที่ 29 มี.ค.-4 เม.ษ 2536 หน้า 25-28
สุขภาพของผู้บริหารเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากสุขภาพไม่ดีก็คงมีผลงานสร้างสรรค์ที่ดีตามมาไม่ได้ จากการตรวจพบว่าผู้บริหารชายกลัวเท่ไม่มากกว่าหญิงเสียด้วยซ้ำ คงเป็นเพราะไม่อยากจะสูญเสียสภาพผู้บริหารระดับสูงไปถ้าถูกคนอื่นบอกว่า “แก่วัยแล้วไร้ค่า”
ภาวะโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับผู้บริหาร ก็ได้แก่การเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน โปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน โดยเฉพาะโปรตีนจากปลาซึ่งย่อยง่ายและให้น้ำมันอีพีเอ ลดคอเลสเทอรอลอีกด้วย และให้เน้นพวกผักสดและผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารให้มาก เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและเกลือแร่อย่างเพียงพอ ทั้งยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ วันละ 8-12 แก้ว
สิ่งที่ผู้บริหารควรหลีกเลี่ยงก็คือ อาหารประเภทน้ำตาล อาหารมัน โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ แกงกะทิ เนื้อสัตว์พวกหมู และเนื้อวัว ที่มีคอเลสเทอรอลสูง ไข่แดง ควรจำกัดไม่ให้เกินสัปดาห์ละ 2 ฟอง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำชา-กาแฟ โคล่า ที่มีคาเฟอีนสูง และควรงดสูบบุหรี่ด้วย
อาหารเสริมโดยเฉพาะพวกวิตามินและเกลือแร่เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะระดับผู้บริหารมักจะมีอันจะกิน แต่ไม่ค่อยได้เลือกกินของมีประโยชน์เท่าที่ควร รวมทั้งความเครียดที่เกิดขึ้นจากการทำงานและสภาพแวดล้อมจะมีผลให้ร่างกายต้องการวิตามินและเกลือแร่เพิ่มมากขึ้น แม้ในคนที่รับประทานอาหารได้ครบทุกหมู่ก็ยังต้องการวิตามินและเกลือแร่เสริม เพราะปริมาณวิตามินตามค่า RDA นั้นเพียงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาด แต่ไม่พอสำหรับการเสริมสร้างสุขภาพ และป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้
จากงานวิจัยพบว่าวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด สามารถช่วยป้องกันโรคต่างๆโดยเฉพาะโรคจากความเสื่อมของร่างกายตามวันได้ เช่น โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ คอเลสเทอรอลสูง มะเร็ง โรคอ้วน ภูมิต้านทานต่ำ อ่อนเพลีย กระดูกเสื่อม ฯลฯ
วิตามินที่ช่วยลดความเครียดให้แก่ร่างกายบำรุงประสาทและสมอง ได้แก่ วิตามินในกลุ่มบีรวม โดยเฉพาะวิตามินบี 1-6-12 ดังนั้นผู้บริหารที่มีความเครียดสูง จะได้รับวิตามินกลุ่มนี้สม่ำเสมอ
ในผู้บริหารที่สูบบุหรี่ หรือต้องอยู่ในที่ๆ มีควันบุหรี่มาก โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะต้องการวิตามินและเกลือแร่เสริมมากเป็นพิเศษ นั่งทำงานในควันบุหรี่ รวมทั้งควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์และโรงงานอุตสาหกรรมในปัจจุบันจะมีออกซิเจนที่เป็นพิษ “ไนโตรเจนออกไซด์” และ ฟรี แรดิคอล จำนวนมากซึ่งสารเหล่านี้จะไปทำงายเยื่อหุ้มเซลล์ นิวเคลียสของเซลล์ ทำให้เซลล์ตายและกลายเป็นมะเร็ง ดังนั้นเราจึงพบว่าคนที่สูบบุหรี่จะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งปอดสูงและสามีหรือภรรยาของคนที่สูบบุหรี่ก็มีโอกาสเสี่ยงต่อมะเร็งปอดเพิ่มเป็นสองเท่าของปกติ ทั้งควันบุหรี่ยังทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองด้วย
วิตามินและเกลือแร่ สำหรับคนสูบบุหรี่ ได้แก่ เบตา แคโรทีน วันละ 15 มก. หรือ 25,000 ยูนิตสากลวิตามินอี 400 ยูนิตสากล วิตามินซี 500-1000 มก. โฟลิคแอซิด 800 ไมโครกรัม วิตามินบี 12 500 ไมโครกรัม ซิลีเนียม 200 ไมโครกรัม และสังกะสี 15-30 มก.
วิตามินและเกลือแร่ดังกล่าวจะมีคุณสมบัติเป็น “แอนตี้ออกซิแดนท์” ต่อต้านและทำลายฟรี แรดิคอล ที่ร่างกายได้รับจากสิ่งแวดล้อม จึงช่วยลดความเสี่ยงชองมะเร็งปอด ตลอดจนความเสื่อมของร่างกายด้วย
ในปี ค.ศ. 1988 มีรายงานทางการแพทย์ว่า ในคนที่เริ่มมีความผิดปกติของทางเดินหายใจ หรือเริ่มมีมะเร็งระยะแรก การให้โฟลิค แอซิดขนาด 10 มก. และวิตามินบี 12 ขนาด 500 ไมโครกรัม สามารถทำให้เนื้อร้ายระยะแรกนี้กลายเป็นปกติได้ แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะเป็นการให้วิตามินสูงเพื่อการรักษา
ในผู้ชายวัยกลางคน ไม่มีความจำเป็นต้องเสริมธาตุเหล็ก เพราะมักไม่ขาด ยกเว้นเป็นโรคบางชนิด หรือกำลังลดอาหารเพื่อลดน้ำหนักเท่านั้น
ที่มา: I Love My Life อภินันทนาการฟรีพร้อมหนังสือพิมพ์ “คู่แข่งธุรกิจรายสัปดาห์” เฉพาะฉบับที่ 116 วันที่ 29 มี.ค.-4 เม.ษ 2536 หน้า 25-28
วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2551
มหาวิทยาลัยมาม่า
มหาวิทยาลัยมาม่า
คอลัมน์ จิตวิวัฒน์
โดย สุมน อมรวิวัฒน์ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ผู้เขียนขออภัยที่นำชื่ออาหารยอดนิยมมาตั้งชื่อบทความนี้
"มาม่า" เป็นได้ทั้งชื่อเฉพาะและชื่อทั่วไป ซึ่งหมายถึงบะหมี่สำเร็จรูปทุกยี่ห้อที่จำหน่ายสำหรับผู้ที่ต้องการกินอาหารอย่างรีบด่วน ปรุงง่าย อร่อย และอิ่มเร็ว แม้ว่าจะมีส่วนประกอบเป็นเส้นหมี่ วุ้นเส้น และมีรสชาติต่างกัน เราก็เรียกว่า มาม่า คนส่วนใหญ่เข้าใจตรงกัน เหมือนกับที่เรียกผงซักฟอกทุกยี่ห้อว่า แฟ้บ และเรียกบาล์มทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นอย่างน้ำหรือขี้ผึ้งว่า ยาหม่อง
ผู้บริโภคบะหมี่สำเร็จรูปมีจำนวนมากมายมหาศาลทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ การผลิตสนองความต้องการของตลาด จึงต้องใช้ระบบโรงงานที่มีตัวป้อน กระบวนการผลิต และตรวจสอบคุณภาพของผลผลิตทุกชิ้นอย่างเข้มงวด
การผลิตบะหมี่สำเร็จรูปมีสูตรที่แน่นอน กำหนดวัตถุดิบส่วนผสม วิธีปรุงอย่างแน่นอนในแต่ละรสชาติ เครื่องจักรในโรงงานมีกลไกที่ช่วยให้ผลิตได้รวดเร็ว ต่อเนื่องตามสายพานทุกขั้นตอนจนออกมาเป็นก้อนบะหมี่และผงปรุงรส บรรจุหีบห่อสวยงาม ดูน่ากิน ทั้งรสหมูสับ รสต้มยำกุ้ง รสผัดขี้เมา ผู้บริโภคได้ลิ้มรสหมูสับ แต่ไม่มีเนื้อหมู รสต้มยำกุ้งไม่มีกุ้ง ถ้าจะให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนจึงต้องเติมไข่ เนื้อสัตว์ และผักเข้าไปด้วย
มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาขั้นอุดมมาเกี่ยวอะไรกับบะหมี่มาม่า
ขอตอบว่าผู้เขียนมองบะหมี่สำเร็จรูปในด้านดีมิใช่ด้านร้าย เพียงแต่อยากเปรียบเทียบระบบและกระบวนการผลิตบัณฑิต ตั้งแต่การคัดเลือกตัวป้อน กระบวนการเรียนการสอน และผลผลิตคือบัณฑิตจำนวนแสนในแต่ละปีนั้น มีคุณภาพและปัญญาหารเพียงใด มหาวิทยาลัยกลายเป็นโรงงานผลิตปริญญาบัตรที่ลูกค้าทั่วประเทศใฝ่ฝันต้องการมาครอบครองจริงหรือ?
เมื่อมหาวิทยาลัยใช้วิธีการตามระบบโรงงาน มหาวิทยาลัยจึงต้องมีการคัดเลือกตัวป้อนเข้าสู่ระบบอย่างเข้มงวดสำหรับมหาวิทยาลัยแบบปิดหรือแบบจำกัดจำนวนรับ ส่วนมหาวิทยาลัยเปิดนั้น แม้จะมีจุดประสงค์เพื่อให้โอกาสคนส่วนใหญ่ได้เข้าเรียน แต่ก็ต้องมีกฎเกณฑ์บางประการที่ตัวป้อนเหล่านั้นจะถูกกลั่นกรองทีละขั้น มิฉะนั้นก็ไม่สำเร็จการศึกษา ซึ่งมักจะมีคำกล่าวกันว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่เข้าง่ายแต่จบยาก
ตัวป้อนของบะหมี่สำเร็จรูปก็คือ แป้งสาลี น้ำมันปาล์ม และเครื่องชูรสต่างๆ ตามสูตรที่กำหนด ซึ่งก็จะต้องเลือกสรรวัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพเป็นสำคัญ
ส่วนตัวป้อนเข้าสู่ระบบอุดมศึกษานั้น นอกจากทรัพยากรต่างๆ แล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ นักเรียนที่สมัครเข้าเรียน ซึ่งมีการคัดเลือกอย่างเข้มข้น ยิ่งเป็นมหาวิทยาลัยและคณะวิชาที่สังคมวางค่านิยมไว้สูง ก็ยิ่งมีการแข่งขันเหมือนกับเอาชีวิตเป็นเดิมพัน
วิธีการสอบเข้าเพื่อคัดเลือกตัวป้อนที่เป็นมนุษย์ จึงสร้างความสุขและความทุกข์อย่างใหญ่หลวง แม้ว่าจะมีการวิจัยศึกษาหาวิธีการที่จะคัดเลือกหลายรูปแบบ เพื่อมิให้เกิดความบีบคั้น ความเครียด พยายามสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นทั่วถึงมากที่สุด แต่ความเป็นมนุษย์มิใช่แป้งสาลีและน้ำมันปาล์ม ตัวป้อนเข้ามหาวิทยาลัยจึงมีความรู้สึก มีความคาดหวัง มีอารมณ์สุขทุกข์ ลุกลามไปถึงพ่อแม่พี่น้องในครอบครัว ปลาบปลื้มลิงโลดใจเมื่อสอบเข้าได้ และเศร้าโศกเมื่อผิดหวัง ตัวเลขและแต้มเฉลี่ยเป็นเสมือนตราประทับที่หน้าผาก ว่าคนนี้เข้าได้และคนนั้นต้องไปหาที่เรียนใหม่
เมื่อขันแข่งแย่งชิงกันเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว กระบวนการพัฒนาให้นิสิตนักศึกษาเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ ยิ่งมีองค์ประกอบ วิธีการ และบริบทที่ซับซ้อนยิ่งนัก สายพานการผลิตไม่เลื่อนไหลรวดเร็วเหมือนบะหมี่สำเร็จรูป หากแต่ใช้เวลาต่อเนื่องยาวนานและเป็นพลวัต
กระบวนการพัฒนาบัณฑิตแตกต่างจากกระบวนการผลิตในโรงงานอย่างสิ้นเชิง นักเรียนที่เข้าสู่มหาวิทยาลัยนั้นมีความแตกต่างหลากหลาย เติบโตและพัฒนาได้ไม่เหมือนกัน จนยากที่จะมีหลักสูตรและศาสตร์ที่ดิ่งเดี่ยว แข็งขึงตึงตัว เพียงหนึ่งเดียวมาเปลี่ยนแปลงนิสิตนักศึกษาได้ตามพันธกิจของมหาวิทยาลัย
ปัจจุบันจึงเกิดกระบวนทัศน์ใหม่ในการอุดมศึกษา ที่มุ่งพัฒนาบัณฑิตและพัฒนาหลักสูตรแบบองค์รวม เกิดความคิดเรื่อง humanized educare คือการพัฒนาบัณฑิตให้มีหัวใจเป็นมนุษย์
หลายมหาวิทยาลัยเริ่มศึกษากระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (transformative learning) ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงกลมกลืนระหว่างความรู้ภายนอกตนกับความรู้ภายในตน หลายสาขาวิชาเริ่มตระหนักว่า การเคี่ยวเข็ญให้นิสิตนักศึกษามีความรู้และเก่งในศาสตร์ของตนอย่างดิ่งเดี่ยวนั้น ไม่เกิดผลให้บัณฑิตประสบความสำเร็จในชีวิตการงานและการดำรงชีวิตในสังคม
มหาวิทยาลัยเริ่มปรับเปลี่ยนสาระและกระบวนการเรียนรู้ในหมวดวิชาการศึกษาทั่วไป จากการที่มีรายวิชาซึ่งใช้เป็นฐานสำหรับต่อยอดในการเรียนวิชาเฉพาะ เช่น คณิตศาสตร์ สถิติเบื้องต้น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมวิทยา วิทยาศาสตร์ทั่วไป ฯลฯ มาเป็นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร วิธีการคิดเชิงวิเคราะห์ การใช้เหตุผล ชีวิตกับธรรมชาติ ความเป็นพลเมืองดี สุนทรียภาพ และการพัฒนาบุคลิกภาพ โดยแทรกค่านิยมทางจิตวิญญาณ (spiritual value) เข้าไปตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จนถึงปีสุดท้าย
กระบวนการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยได้เพิ่มความรู้ทางสังคมและการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ด้วยความเชื่อว่ามหาวิทยาลัยไม่ใช่หอคอยงาช้างอีกต่อไป แต่เป็นสถาบันหนึ่งของสังคมที่ต้องรับผิดชอบต่อความเจริญ ความเสี่ยง และความเสื่อมของชุมชนท้องถิ่น
การสอนจึงต้องเน้นพลังกลุ่ม การทำงานเป็นทีม การช่วยเหลือเกื้อกูล การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อความสุขและความทุกข์ของประชาชน
เมื่อมีข่าวว่าบัณฑิตหลายมหาวิทยาลัยฆ่าตัวตาย ข่าวเช่นนี้เกิดบ่อยเสียจนต้องคิดว่า กระบวนการผลิตบัณฑิตมิได้ฝึกให้รู้จักปรับตัวและแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี การพัฒนาสุขภาพจิตจึงเป็นเรื่องสำคัญในมหาวิทยาลัย ทุกวันนี้ ผู้บริหาร คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา ส่วนใหญ่ต่างก็เครียด คับข้องใจ และมุ่งแข่งขัน นิสิตนักศึกษาว้าเหว่ เหงาและโดดเดี่ยว ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา ระบบการปรึกษาและแนะแนวจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
มหาวิทยาลัยเริ่มสนใจกระบวนการกัลยาณมิตรที่เปิดโอกาสให้บุคลากรและนิสิตนักศึกษาได้ช่วยเหลือเกื้อกูล แนะแนวทางซึ่งกันและกัน ตลอดจนกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เส้นทางดำเนินชีวิตอย่างไม่เป็นทางการ ทุกวันนี้มี "การประชุม" มากเกินไปในมหาวิทยาลัย แต่ขาดแคลนกิจกรรมที่เราจะพบปะพูดคุยกันอย่างเปิดเผยและปลอดโปร่งโล่งใจ
เมื่อตัวป้อนของมหาวิทยาลัยเป็นมนุษย์ สถาบันนี้จึงต้องเป็นองค์กรที่มีชีวิต มีสุขภาวะ และสร้างปัญญาหาร 4 หมู่ คือ ความรู้ ความคิด ความสามารถ และความดี ให้แก่ผู้ที่จะเป็นบัณฑิตเกิดความรู้ดี คิดดี และทำดี
ชีวิตของนิสิตนักศึกษามิได้อยู่เพียงในห้องเรียนและห้องปฏิบัติการเท่านั้น นอกเหนือจากคำบรรยาย ตำรา และโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ เขายังได้สัมผัสกับบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และผู้คนมากมาย บริบทเหล่านี้จะช่วยสร้างลักษณะที่เป็นทั้งคุณและโทษ ถ้าเขาคุ้นชินกับวิธีการเรียน ศึกษาค้นคว้าน้อยๆ แต่ต้องการคะแนนมาก คุ้นชินกับอาคารเรียน ห้องอาหาร ห้องน้ำที่สกปรก คุ้นชินกับสิ่งแวดล้อมที่แห้งแล้ง มีเศษขยะทิ้งเกลื่อน และเสียงพูดคุยที่หยาบคาย ตะโกนตะคอกใส่กัน เมื่อเขาเป็นบัณฑิต เขาก็จะเคยตัวที่ต้องหาวิธีทำงานน้อยๆ เพื่อให้ได้เงินมากๆ เคยตัวต่อการผรุสวาทด่าทอ เคยตัวต่อการดำรงชีวิตที่สกปรกทั้งกายและใจ
มหาวิทยาลัยต้องการผลผลิตเช่นนี้หรือ?
จริงอยู่ มหาวิทยาลัยมีประเด็นหลายประการที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ ความเป็นเลิศในการแข่งขัน การเข้าถึงความรู้ที่ก้าวไกลอย่างไม่หยุดยั้ง ความเสมอภาค และเป็นธรรมทางการศึกษา ประสิทธิภาพทางการวิจัยและวิชาการของคณาจารย์ คุณภาพของการเรียนการสอนและคุณภาพของบัณฑิต เป็นต้น แต่ผู้เขียนก็อยากเห็นมหาวิทยาลัยก้าวพ้นจากระบบคิดอย่างเดิมๆ ก้าวข้ามจากการเป็นโรงงานผลิตปริญญาบัตร ก้าวกระโดดจากการเป็นมหาวิทยาลัยมาม่าไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชีวิต สร้างปัญญาและแสงสว่างให้ชีวิตของบัณฑิตทุกคน
ในการบรรยายเรื่องวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้สรุปเบญจลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ในฐานะที่เป็นองค์กรหนึ่งของสังคมว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องสร้างคุณลักษณะของมหาวิทยาลัย 5 ประการคือ
1.มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง (healthy organization)
2.มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนา (learning organization)
3.มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรที่มีเสรีภาพทางปัญญา (intellectual organization) คือไม่ตกอยู่ในกับดักของหลักเกณฑ์ที่เป็นกรอบตายตัว ไม่ยอมจำนนต่อความยากและอุปสรรคในการริเริ่มสิ่งใหม่ที่สร้างสรรค์
4.มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรที่มีพลัง (smart organization) มีการเสริมพลังทวีคูณอยู่เสมอ ถ้าจะใช้ภาษาทันสมัยก็คือ เท่อย่างมีท่วงท่า...มีเอกลักษณ์และศักยภาพ
5.มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรที่มีชีวิต (living organization) มีความเติบโตงอกงาม ไม่ชะงักงันและเหี่ยวเฉา มีบรรยากาศคึกคักทางวิชาการ เบิกบานด้วยกิจกรรมสัมพันธ์ และเปิดกว้างออกไปสู่สังคมส่วนรวม
ท่านระพินทรนาถ ตะกอร์ รัตนกวีชาวอินเดียได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย ชื่อ "อาศรมศานตินิเกตัน" เมื่อ พ.ศ.2444 เป็น "...สำนักศึกษาที่ประชาชนผู้แตกต่างกันด้วยอารยธรรมและประเพณี ได้เรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกัน...เด็กที่มีสติปัญญาปานกลางหรือต่ำกว่าสามัญ ก็อาจได้รับการอบรมให้เป็นพลเมืองดีงามจนกลายเป็นบุคคลมีประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองได้...ท่านเห็นว่ามนุษย์เราเปรียบประดุจเมล็ดพืช ถ้าเพาะผิดวิธีก็ไม่งอกงาม แต่ถ้าถูกวิธี คือถูกแก่อัธยาศัย จิตใจ และสติปัญญาแล้ว พืชที่แม้จะมีทีท่าว่าจะไม่แตกดอกออกกอ ก็อาจเจริญเติบโตกลายเป็นไม้มีค่าต่อไปก็ได้..."
ความสดสวยของดอกไม้มิได้เกิดจากการระบายสี
แววขนที่เลื่อมลายระยับยามยูงรำแพนไม่มีใครแต่งแต้ม
ดวงไฟย่อมจุดไม่ติดหากขาดเชื้อเพลิงอยู่ภายใน
ยากนักที่เราจะเติมโอชารสที่เปลือกผลไม้
ใครเล่าจะผลิตบัณฑิตให้เป็นศึกษิตที่สง่างาม
คุณลักษณะทุกอย่างของทุกสิ่ง ทุกคนย่อมฉายออกจากภายในมากกว่าการห่อหุ้มฉาบทาจากภายนอก
นี่คือบทความที่เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของความคาดหวังต่อพันธกิจของมหาวิทยาลัย เป็นการมองภาพรวมของระบบมากกว่าการเจาะจงลงลึกในแต่ละด้าน เป็นความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะทัดทานมิให้มหาวิทยาลัยเป็นโรงงานผลิตปริญญาบัตรและจัดการอุดมศึกษาเชิงพาณิชย์
จะเกิดผลอย่างไรก็แล้วแต่บุญกรรมที่จะกระทบต่ออนาคตของประเทศไทย
ที่มา: มติชน วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10962หน้า 9
คอลัมน์ จิตวิวัฒน์
โดย สุมน อมรวิวัฒน์ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ผู้เขียนขออภัยที่นำชื่ออาหารยอดนิยมมาตั้งชื่อบทความนี้
"มาม่า" เป็นได้ทั้งชื่อเฉพาะและชื่อทั่วไป ซึ่งหมายถึงบะหมี่สำเร็จรูปทุกยี่ห้อที่จำหน่ายสำหรับผู้ที่ต้องการกินอาหารอย่างรีบด่วน ปรุงง่าย อร่อย และอิ่มเร็ว แม้ว่าจะมีส่วนประกอบเป็นเส้นหมี่ วุ้นเส้น และมีรสชาติต่างกัน เราก็เรียกว่า มาม่า คนส่วนใหญ่เข้าใจตรงกัน เหมือนกับที่เรียกผงซักฟอกทุกยี่ห้อว่า แฟ้บ และเรียกบาล์มทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นอย่างน้ำหรือขี้ผึ้งว่า ยาหม่อง
ผู้บริโภคบะหมี่สำเร็จรูปมีจำนวนมากมายมหาศาลทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ การผลิตสนองความต้องการของตลาด จึงต้องใช้ระบบโรงงานที่มีตัวป้อน กระบวนการผลิต และตรวจสอบคุณภาพของผลผลิตทุกชิ้นอย่างเข้มงวด
การผลิตบะหมี่สำเร็จรูปมีสูตรที่แน่นอน กำหนดวัตถุดิบส่วนผสม วิธีปรุงอย่างแน่นอนในแต่ละรสชาติ เครื่องจักรในโรงงานมีกลไกที่ช่วยให้ผลิตได้รวดเร็ว ต่อเนื่องตามสายพานทุกขั้นตอนจนออกมาเป็นก้อนบะหมี่และผงปรุงรส บรรจุหีบห่อสวยงาม ดูน่ากิน ทั้งรสหมูสับ รสต้มยำกุ้ง รสผัดขี้เมา ผู้บริโภคได้ลิ้มรสหมูสับ แต่ไม่มีเนื้อหมู รสต้มยำกุ้งไม่มีกุ้ง ถ้าจะให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนจึงต้องเติมไข่ เนื้อสัตว์ และผักเข้าไปด้วย
มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาขั้นอุดมมาเกี่ยวอะไรกับบะหมี่มาม่า
ขอตอบว่าผู้เขียนมองบะหมี่สำเร็จรูปในด้านดีมิใช่ด้านร้าย เพียงแต่อยากเปรียบเทียบระบบและกระบวนการผลิตบัณฑิต ตั้งแต่การคัดเลือกตัวป้อน กระบวนการเรียนการสอน และผลผลิตคือบัณฑิตจำนวนแสนในแต่ละปีนั้น มีคุณภาพและปัญญาหารเพียงใด มหาวิทยาลัยกลายเป็นโรงงานผลิตปริญญาบัตรที่ลูกค้าทั่วประเทศใฝ่ฝันต้องการมาครอบครองจริงหรือ?
เมื่อมหาวิทยาลัยใช้วิธีการตามระบบโรงงาน มหาวิทยาลัยจึงต้องมีการคัดเลือกตัวป้อนเข้าสู่ระบบอย่างเข้มงวดสำหรับมหาวิทยาลัยแบบปิดหรือแบบจำกัดจำนวนรับ ส่วนมหาวิทยาลัยเปิดนั้น แม้จะมีจุดประสงค์เพื่อให้โอกาสคนส่วนใหญ่ได้เข้าเรียน แต่ก็ต้องมีกฎเกณฑ์บางประการที่ตัวป้อนเหล่านั้นจะถูกกลั่นกรองทีละขั้น มิฉะนั้นก็ไม่สำเร็จการศึกษา ซึ่งมักจะมีคำกล่าวกันว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่เข้าง่ายแต่จบยาก
ตัวป้อนของบะหมี่สำเร็จรูปก็คือ แป้งสาลี น้ำมันปาล์ม และเครื่องชูรสต่างๆ ตามสูตรที่กำหนด ซึ่งก็จะต้องเลือกสรรวัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพเป็นสำคัญ
ส่วนตัวป้อนเข้าสู่ระบบอุดมศึกษานั้น นอกจากทรัพยากรต่างๆ แล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ นักเรียนที่สมัครเข้าเรียน ซึ่งมีการคัดเลือกอย่างเข้มข้น ยิ่งเป็นมหาวิทยาลัยและคณะวิชาที่สังคมวางค่านิยมไว้สูง ก็ยิ่งมีการแข่งขันเหมือนกับเอาชีวิตเป็นเดิมพัน
วิธีการสอบเข้าเพื่อคัดเลือกตัวป้อนที่เป็นมนุษย์ จึงสร้างความสุขและความทุกข์อย่างใหญ่หลวง แม้ว่าจะมีการวิจัยศึกษาหาวิธีการที่จะคัดเลือกหลายรูปแบบ เพื่อมิให้เกิดความบีบคั้น ความเครียด พยายามสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นทั่วถึงมากที่สุด แต่ความเป็นมนุษย์มิใช่แป้งสาลีและน้ำมันปาล์ม ตัวป้อนเข้ามหาวิทยาลัยจึงมีความรู้สึก มีความคาดหวัง มีอารมณ์สุขทุกข์ ลุกลามไปถึงพ่อแม่พี่น้องในครอบครัว ปลาบปลื้มลิงโลดใจเมื่อสอบเข้าได้ และเศร้าโศกเมื่อผิดหวัง ตัวเลขและแต้มเฉลี่ยเป็นเสมือนตราประทับที่หน้าผาก ว่าคนนี้เข้าได้และคนนั้นต้องไปหาที่เรียนใหม่
เมื่อขันแข่งแย่งชิงกันเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว กระบวนการพัฒนาให้นิสิตนักศึกษาเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ ยิ่งมีองค์ประกอบ วิธีการ และบริบทที่ซับซ้อนยิ่งนัก สายพานการผลิตไม่เลื่อนไหลรวดเร็วเหมือนบะหมี่สำเร็จรูป หากแต่ใช้เวลาต่อเนื่องยาวนานและเป็นพลวัต
กระบวนการพัฒนาบัณฑิตแตกต่างจากกระบวนการผลิตในโรงงานอย่างสิ้นเชิง นักเรียนที่เข้าสู่มหาวิทยาลัยนั้นมีความแตกต่างหลากหลาย เติบโตและพัฒนาได้ไม่เหมือนกัน จนยากที่จะมีหลักสูตรและศาสตร์ที่ดิ่งเดี่ยว แข็งขึงตึงตัว เพียงหนึ่งเดียวมาเปลี่ยนแปลงนิสิตนักศึกษาได้ตามพันธกิจของมหาวิทยาลัย
ปัจจุบันจึงเกิดกระบวนทัศน์ใหม่ในการอุดมศึกษา ที่มุ่งพัฒนาบัณฑิตและพัฒนาหลักสูตรแบบองค์รวม เกิดความคิดเรื่อง humanized educare คือการพัฒนาบัณฑิตให้มีหัวใจเป็นมนุษย์
หลายมหาวิทยาลัยเริ่มศึกษากระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (transformative learning) ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงกลมกลืนระหว่างความรู้ภายนอกตนกับความรู้ภายในตน หลายสาขาวิชาเริ่มตระหนักว่า การเคี่ยวเข็ญให้นิสิตนักศึกษามีความรู้และเก่งในศาสตร์ของตนอย่างดิ่งเดี่ยวนั้น ไม่เกิดผลให้บัณฑิตประสบความสำเร็จในชีวิตการงานและการดำรงชีวิตในสังคม
มหาวิทยาลัยเริ่มปรับเปลี่ยนสาระและกระบวนการเรียนรู้ในหมวดวิชาการศึกษาทั่วไป จากการที่มีรายวิชาซึ่งใช้เป็นฐานสำหรับต่อยอดในการเรียนวิชาเฉพาะ เช่น คณิตศาสตร์ สถิติเบื้องต้น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมวิทยา วิทยาศาสตร์ทั่วไป ฯลฯ มาเป็นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร วิธีการคิดเชิงวิเคราะห์ การใช้เหตุผล ชีวิตกับธรรมชาติ ความเป็นพลเมืองดี สุนทรียภาพ และการพัฒนาบุคลิกภาพ โดยแทรกค่านิยมทางจิตวิญญาณ (spiritual value) เข้าไปตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จนถึงปีสุดท้าย
กระบวนการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยได้เพิ่มความรู้ทางสังคมและการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ด้วยความเชื่อว่ามหาวิทยาลัยไม่ใช่หอคอยงาช้างอีกต่อไป แต่เป็นสถาบันหนึ่งของสังคมที่ต้องรับผิดชอบต่อความเจริญ ความเสี่ยง และความเสื่อมของชุมชนท้องถิ่น
การสอนจึงต้องเน้นพลังกลุ่ม การทำงานเป็นทีม การช่วยเหลือเกื้อกูล การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อความสุขและความทุกข์ของประชาชน
เมื่อมีข่าวว่าบัณฑิตหลายมหาวิทยาลัยฆ่าตัวตาย ข่าวเช่นนี้เกิดบ่อยเสียจนต้องคิดว่า กระบวนการผลิตบัณฑิตมิได้ฝึกให้รู้จักปรับตัวและแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี การพัฒนาสุขภาพจิตจึงเป็นเรื่องสำคัญในมหาวิทยาลัย ทุกวันนี้ ผู้บริหาร คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา ส่วนใหญ่ต่างก็เครียด คับข้องใจ และมุ่งแข่งขัน นิสิตนักศึกษาว้าเหว่ เหงาและโดดเดี่ยว ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา ระบบการปรึกษาและแนะแนวจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
มหาวิทยาลัยเริ่มสนใจกระบวนการกัลยาณมิตรที่เปิดโอกาสให้บุคลากรและนิสิตนักศึกษาได้ช่วยเหลือเกื้อกูล แนะแนวทางซึ่งกันและกัน ตลอดจนกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เส้นทางดำเนินชีวิตอย่างไม่เป็นทางการ ทุกวันนี้มี "การประชุม" มากเกินไปในมหาวิทยาลัย แต่ขาดแคลนกิจกรรมที่เราจะพบปะพูดคุยกันอย่างเปิดเผยและปลอดโปร่งโล่งใจ
เมื่อตัวป้อนของมหาวิทยาลัยเป็นมนุษย์ สถาบันนี้จึงต้องเป็นองค์กรที่มีชีวิต มีสุขภาวะ และสร้างปัญญาหาร 4 หมู่ คือ ความรู้ ความคิด ความสามารถ และความดี ให้แก่ผู้ที่จะเป็นบัณฑิตเกิดความรู้ดี คิดดี และทำดี
ชีวิตของนิสิตนักศึกษามิได้อยู่เพียงในห้องเรียนและห้องปฏิบัติการเท่านั้น นอกเหนือจากคำบรรยาย ตำรา และโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ เขายังได้สัมผัสกับบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และผู้คนมากมาย บริบทเหล่านี้จะช่วยสร้างลักษณะที่เป็นทั้งคุณและโทษ ถ้าเขาคุ้นชินกับวิธีการเรียน ศึกษาค้นคว้าน้อยๆ แต่ต้องการคะแนนมาก คุ้นชินกับอาคารเรียน ห้องอาหาร ห้องน้ำที่สกปรก คุ้นชินกับสิ่งแวดล้อมที่แห้งแล้ง มีเศษขยะทิ้งเกลื่อน และเสียงพูดคุยที่หยาบคาย ตะโกนตะคอกใส่กัน เมื่อเขาเป็นบัณฑิต เขาก็จะเคยตัวที่ต้องหาวิธีทำงานน้อยๆ เพื่อให้ได้เงินมากๆ เคยตัวต่อการผรุสวาทด่าทอ เคยตัวต่อการดำรงชีวิตที่สกปรกทั้งกายและใจ
มหาวิทยาลัยต้องการผลผลิตเช่นนี้หรือ?
จริงอยู่ มหาวิทยาลัยมีประเด็นหลายประการที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ ความเป็นเลิศในการแข่งขัน การเข้าถึงความรู้ที่ก้าวไกลอย่างไม่หยุดยั้ง ความเสมอภาค และเป็นธรรมทางการศึกษา ประสิทธิภาพทางการวิจัยและวิชาการของคณาจารย์ คุณภาพของการเรียนการสอนและคุณภาพของบัณฑิต เป็นต้น แต่ผู้เขียนก็อยากเห็นมหาวิทยาลัยก้าวพ้นจากระบบคิดอย่างเดิมๆ ก้าวข้ามจากการเป็นโรงงานผลิตปริญญาบัตร ก้าวกระโดดจากการเป็นมหาวิทยาลัยมาม่าไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชีวิต สร้างปัญญาและแสงสว่างให้ชีวิตของบัณฑิตทุกคน
ในการบรรยายเรื่องวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้สรุปเบญจลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ในฐานะที่เป็นองค์กรหนึ่งของสังคมว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องสร้างคุณลักษณะของมหาวิทยาลัย 5 ประการคือ
1.มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง (healthy organization)
2.มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนา (learning organization)
3.มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรที่มีเสรีภาพทางปัญญา (intellectual organization) คือไม่ตกอยู่ในกับดักของหลักเกณฑ์ที่เป็นกรอบตายตัว ไม่ยอมจำนนต่อความยากและอุปสรรคในการริเริ่มสิ่งใหม่ที่สร้างสรรค์
4.มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรที่มีพลัง (smart organization) มีการเสริมพลังทวีคูณอยู่เสมอ ถ้าจะใช้ภาษาทันสมัยก็คือ เท่อย่างมีท่วงท่า...มีเอกลักษณ์และศักยภาพ
5.มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรที่มีชีวิต (living organization) มีความเติบโตงอกงาม ไม่ชะงักงันและเหี่ยวเฉา มีบรรยากาศคึกคักทางวิชาการ เบิกบานด้วยกิจกรรมสัมพันธ์ และเปิดกว้างออกไปสู่สังคมส่วนรวม
ท่านระพินทรนาถ ตะกอร์ รัตนกวีชาวอินเดียได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย ชื่อ "อาศรมศานตินิเกตัน" เมื่อ พ.ศ.2444 เป็น "...สำนักศึกษาที่ประชาชนผู้แตกต่างกันด้วยอารยธรรมและประเพณี ได้เรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกัน...เด็กที่มีสติปัญญาปานกลางหรือต่ำกว่าสามัญ ก็อาจได้รับการอบรมให้เป็นพลเมืองดีงามจนกลายเป็นบุคคลมีประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองได้...ท่านเห็นว่ามนุษย์เราเปรียบประดุจเมล็ดพืช ถ้าเพาะผิดวิธีก็ไม่งอกงาม แต่ถ้าถูกวิธี คือถูกแก่อัธยาศัย จิตใจ และสติปัญญาแล้ว พืชที่แม้จะมีทีท่าว่าจะไม่แตกดอกออกกอ ก็อาจเจริญเติบโตกลายเป็นไม้มีค่าต่อไปก็ได้..."
ความสดสวยของดอกไม้มิได้เกิดจากการระบายสี
แววขนที่เลื่อมลายระยับยามยูงรำแพนไม่มีใครแต่งแต้ม
ดวงไฟย่อมจุดไม่ติดหากขาดเชื้อเพลิงอยู่ภายใน
ยากนักที่เราจะเติมโอชารสที่เปลือกผลไม้
ใครเล่าจะผลิตบัณฑิตให้เป็นศึกษิตที่สง่างาม
คุณลักษณะทุกอย่างของทุกสิ่ง ทุกคนย่อมฉายออกจากภายในมากกว่าการห่อหุ้มฉาบทาจากภายนอก
นี่คือบทความที่เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของความคาดหวังต่อพันธกิจของมหาวิทยาลัย เป็นการมองภาพรวมของระบบมากกว่าการเจาะจงลงลึกในแต่ละด้าน เป็นความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะทัดทานมิให้มหาวิทยาลัยเป็นโรงงานผลิตปริญญาบัตรและจัดการอุดมศึกษาเชิงพาณิชย์
จะเกิดผลอย่างไรก็แล้วแต่บุญกรรมที่จะกระทบต่ออนาคตของประเทศไทย
ที่มา: มติชน วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10962หน้า 9
วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2551
เลี้ยงเด็กให้เป็นคนดี
ไม่บ่อยครั้งนักที่จะได้เห็น ศาสตราจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช เขียนบทความที่ไม่ใช่บทความวิพากษ์วิจารณ์การเมือง ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ ฉบับวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๑ อาจารย์ชัยอนันต์ได้เขียนบทความเรื่อง "เลี้ยงเด็กให้เป็นคนดี" โดยอาศัยประสบการณ์การเลี้ยงดูบุตร-ธิดา ของท่านเอง บทความนี้น่าสนใจ และมีข้อคิดที่ดี เผื่อสมาชิก Blog KM จะได้นำประสบการณ์ของอาจารย์ชัยอนันต์ไปใช้บริหารครอบครัวและเลี้ยงดูลูกของท่านได้
เลี้ยงเด็กให้เป็นคนดี
ชัยอนันต์ สมุทวณิช ผู้จัดการออนไลน์ 2 มีนาคม 2551
ผมมีลูก 3 คน เป็นฝาแฝดชาย-หญิง และคนเล็กเป็นชาย คนเล็กเพิ่งแต่งงานไปเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมนี้เอง โบราณว่าเป็นฝั่งเป็นฝากันหมดแล้ว ผู้ใหญ่ที่ไปงานบอกว่า เรามีบุญที่มีลูกๆ ดีทุกคน เหมือนกับแต่ก่อนที่ใครๆ พูดว่าพ่อ-แม่ผมมีลูกดีทุกคน
การมีลูกดีคงหมายถึง ลูกซึ่งมีความประพฤติดี มีการงานทำเป็นหลักเป็นฐาน การเลี้ยงลูกให้ดีนั้น เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน แต่ละครอบครัวมีวิธีการเลี้ยงดูอบรมต่างกัน
ตามประสบการณ์ของผม การเลี้ยงลูกให้ดีนั้นต้องเริ่มตั้งแต่ลูกอยู่ในท้องแม่ ป้าครูหรือคุณครูเนี้ยน สโรชมาน ชอบบอกผมว่า ผมจะต้องเป็นเด็กดี เพราะแม่ผมนั้นเวลาท้องผม ก็กินแต่ผักเพื่อให้ผมเติบโตมาแข็งแรง และฉลาดมีสุขภาพอนามัยดี คนสมัยใหม่บางคนเปิดเพลงให้เด็กในท้องฟังด้วย นัยว่าเป็นการกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน
เมื่อเด็กเกิดมาแล้วพอรู้ความก็จะได้รับการสั่งสอนอบรม ทั้งความประพฤติและมารยาท นอกจากนั้น ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกที่ผมอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับท่านผู้อ่านคือ
1. การเล่านิทานก่อนนอน เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเด็กได้เรียนรู้หลายอย่าง การเรียนรู้ด้วยการเล่าเรื่องเป็นวิธีการสอนที่สนุกและเพลิดเพลิน ผมนอนกับย่า ย่าผมมีเรื่องเล่าเยอะแยะ ตั้งแต่นิทานจักรๆ วงศ์ๆ ไปจนถึงเรื่องที่ย่าแต่งเองก็มี
2. อย่าสอนให้เด็กมีความอิจฉาริษยา หากมีพี่น้องก็อย่าเปรียบเทียบ โตขึ้นเด็กจะมีจิตใจไม่ดี
3. อย่าขู่เด็ก แต่ควรหาเหตุผลมาพูดกับเด็ก เวลาต้องการให้เด็กทำอะไร ควรพูดจาหว่านล้อมมากกว่าการข่มขู่หรือหลอก
4. ผู้ใหญ่ควรรักษาอารมณ์ให้คงเส้นคงวา อย่าตำหนิหรือลงโทษเด็กด้วยการใช้อารมณ์ หรือการประชดประชัน
5. แม้จะมีปัญหาครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาระหว่างสามี-ภรรยา ปัญหาการเมือง ปัญหาการงาน ก็ไม่ควรนำมาพูดให้เด็กฟัง
6. เมื่อเด็กโตขึ้น พ่อ-แม่ควรอยู่บ้านอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา โดยเฉพาะเวลาอาหารเย็น และมีเวลาว่างที่พาลูกไปเที่ยว
7. ควรพาลูกไปงานตามสมควร อย่างน้อยก็ไปบ้านญาติหรือไปร่วมงานที่เด็กไปได้ จะเป็นการสอนให้เด็กรู้จักวางตัวเข้าสังคม
8. ไม่ควรให้รางวัลเด็กอย่างพร่ำเพรื่อ หรือมากจนเกินไป การที่เด็กประพฤติดี เรียนดี ถือว่าเป็นการทำหน้าที่อยู่แล้ว
9. ไม่ควรให้เงินเด็กมากเกินไป
10. ควรสอนเด็กด้วยการทำตัวเป็นแบบอย่าง หากไม่ต้องการให้ลูกเล่นการพนัน สูบบุหรี่ กินเหล้า พ่อ-แม่ก็ต้องละเว้นจากอบายมุขเหล่านี้ด้วย
11. พ่อแม่ต้องพาเด็กไปวัดไปหาพระ และประกอบพิธีทางศาสนา
12. ที่บ้านควรมีตู้หนังสือ สอนการรักการอ่านให้กับเด็ก การอ่านหนังสือเป็นการสร้างสมาธิและการคิด
13. การที่จะทำให้เด็กมีจิตใจดี มีเมตตากรุณานั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าการให้เด็กมีสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัข (ลูกๆ ผมรักสุนัขมาก โดยเฉพาะคนเล็กชอบเก็บหมามาเลี้ยง เวลาไปเล่นกอล์ฟก็ชอบซื้อขาไก่ และขนมต่างๆ ให้หมากิน) การเลี้ยงหมามีผลต่อการสร้างความเมตตา และทำให้จิตใจอ่อนโยนยิ่งกว่าการฟังหรือเล่นดนตรี เพราะการเลี้ยงหมาเป็นปฏิสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิต
14. ควรหางานอดิเรกให้เด็กทำ เพราะเป็นการสอนการใช้เวลาว่างที่ดี
15. ควรสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก โดยยกตัวอย่างผู้มีความดี หรือประสบความสำเร็จให้เด็กอยากเอาอย่าง
16. ควรสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้เด็ก ให้เด็กทำสิ่งที่ง่ายไปหายาก และคอยให้กำลังใจ ไม่ตำหนิหากเด็กมีความผิดพลาด
17. สอนให้เด็กมีสัมมาคารวะ มีความอ่อนโยน แต่ก็มีจิตใจที่เข้มแข็ง
18. ให้เด็กรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่เห็นแก่ตัว
19. ไม่สนับสนุนให้เด็กชอบความหรูหรา ฟุ่มเฟือย หรือนิยมวัตถุสินค้าราคาแพง
20. สอนให้เด็กเข้าใจว่า การตรงต่อเวลามีความสำคัญ
21. สอนให้เด็กตระหนักถึงความซื่อสัตย์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
22. สอนให้เด็กมีความอดทนในการทำงาน และทำงานอย่างมีคุณภาพ
23. สอนให้เด็กรู้จักการแบ่งเวลา
24. สอนให้เด็กมีวินัยในตนเอง ควบคุมตัวเองได้ ใช้เวลาในทางที่เป็นประโยชน์
25. สอนให้เด็กมองโลกในแง่ดี รู้จักอุเบกขา และการให้อภัย ไม่ผูกใจเจ็บอาฆาตคน แต่ต้องรู้จักระมัดระวังตัว หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และความรุนแรง
26. สอนให้เด็กรู้จักเสียสละ และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว
27. พาเด็กไปเที่ยวในสถานที่ที่มีสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติที่สวยงาม เพื่อย้อมใจให้เกิดความรักในธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
28. เวลาเด็กทำผิด หากไม่ใช่ความผิดที่ร้ายแรงก็เพียงแต่ตักเตือน การตักเตือนอาจใช้เพียงภาษากายก็พอ ไม่จำเป็นต้องดุด่าว่ากล่าว หากเด็กรู้ตัวว่าผิดแล้วก็ไม่ควรซ้ำเติม
29. ให้ความไว้วางใจแก่เด็ก ไม่ใช่เอาแต่ห้ามหรือคอยระแวดระวังจับผิด
30. ให้ความเป็นเพื่อนกับเด็ก
ทั้ง 30 ข้อนี้เป็นประสบการณ์ที่ผมได้จากครอบครัว และผมใช้ปฏิบัติต่อลูก รวมไปถึงเด็กนักเรียนวชิราวุธ ในขณะที่ผมเป็นผู้บังคับการอยู่ด้วย เป็นการเลี้ยงดูอบรมเด็กที่บางคนอาจเห็นว่า “อ่อน” เกินไป เพราะไม่มีการบังคับจ้ำจี้จ้ำไช แต่เด็กๆ ที่ได้รับการอบรมบ่มนิสัยแบบนี้ จะมีความไว้วางใจผู้อื่น มีวินัยในตนเอง เกรงกลัวบาป มีความเป็นอิสระ มีจิตใจดี โอบอ้อมอารี ไม่เห็นแก่ตัว มีความเมตตากรุณา
ผมไม่แน่ใจว่า ผู้ที่ผ่านการเลือกตั้งเข้ามาปกครองประเทศ จะเคยเป็นเด็กที่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้หรือไม่ ผมเห็นว่าพฤติกรรมของคนเราสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตวัยเด็ก การเอาใจใส่เด็ก และอบรมบ่มนิสัยให้ดีจึงสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000025760
เลี้ยงเด็กให้เป็นคนดี
ชัยอนันต์ สมุทวณิช ผู้จัดการออนไลน์ 2 มีนาคม 2551
ผมมีลูก 3 คน เป็นฝาแฝดชาย-หญิง และคนเล็กเป็นชาย คนเล็กเพิ่งแต่งงานไปเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมนี้เอง โบราณว่าเป็นฝั่งเป็นฝากันหมดแล้ว ผู้ใหญ่ที่ไปงานบอกว่า เรามีบุญที่มีลูกๆ ดีทุกคน เหมือนกับแต่ก่อนที่ใครๆ พูดว่าพ่อ-แม่ผมมีลูกดีทุกคน
การมีลูกดีคงหมายถึง ลูกซึ่งมีความประพฤติดี มีการงานทำเป็นหลักเป็นฐาน การเลี้ยงลูกให้ดีนั้น เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน แต่ละครอบครัวมีวิธีการเลี้ยงดูอบรมต่างกัน
ตามประสบการณ์ของผม การเลี้ยงลูกให้ดีนั้นต้องเริ่มตั้งแต่ลูกอยู่ในท้องแม่ ป้าครูหรือคุณครูเนี้ยน สโรชมาน ชอบบอกผมว่า ผมจะต้องเป็นเด็กดี เพราะแม่ผมนั้นเวลาท้องผม ก็กินแต่ผักเพื่อให้ผมเติบโตมาแข็งแรง และฉลาดมีสุขภาพอนามัยดี คนสมัยใหม่บางคนเปิดเพลงให้เด็กในท้องฟังด้วย นัยว่าเป็นการกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน
เมื่อเด็กเกิดมาแล้วพอรู้ความก็จะได้รับการสั่งสอนอบรม ทั้งความประพฤติและมารยาท นอกจากนั้น ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกที่ผมอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับท่านผู้อ่านคือ
1. การเล่านิทานก่อนนอน เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเด็กได้เรียนรู้หลายอย่าง การเรียนรู้ด้วยการเล่าเรื่องเป็นวิธีการสอนที่สนุกและเพลิดเพลิน ผมนอนกับย่า ย่าผมมีเรื่องเล่าเยอะแยะ ตั้งแต่นิทานจักรๆ วงศ์ๆ ไปจนถึงเรื่องที่ย่าแต่งเองก็มี
2. อย่าสอนให้เด็กมีความอิจฉาริษยา หากมีพี่น้องก็อย่าเปรียบเทียบ โตขึ้นเด็กจะมีจิตใจไม่ดี
3. อย่าขู่เด็ก แต่ควรหาเหตุผลมาพูดกับเด็ก เวลาต้องการให้เด็กทำอะไร ควรพูดจาหว่านล้อมมากกว่าการข่มขู่หรือหลอก
4. ผู้ใหญ่ควรรักษาอารมณ์ให้คงเส้นคงวา อย่าตำหนิหรือลงโทษเด็กด้วยการใช้อารมณ์ หรือการประชดประชัน
5. แม้จะมีปัญหาครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาระหว่างสามี-ภรรยา ปัญหาการเมือง ปัญหาการงาน ก็ไม่ควรนำมาพูดให้เด็กฟัง
6. เมื่อเด็กโตขึ้น พ่อ-แม่ควรอยู่บ้านอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา โดยเฉพาะเวลาอาหารเย็น และมีเวลาว่างที่พาลูกไปเที่ยว
7. ควรพาลูกไปงานตามสมควร อย่างน้อยก็ไปบ้านญาติหรือไปร่วมงานที่เด็กไปได้ จะเป็นการสอนให้เด็กรู้จักวางตัวเข้าสังคม
8. ไม่ควรให้รางวัลเด็กอย่างพร่ำเพรื่อ หรือมากจนเกินไป การที่เด็กประพฤติดี เรียนดี ถือว่าเป็นการทำหน้าที่อยู่แล้ว
9. ไม่ควรให้เงินเด็กมากเกินไป
10. ควรสอนเด็กด้วยการทำตัวเป็นแบบอย่าง หากไม่ต้องการให้ลูกเล่นการพนัน สูบบุหรี่ กินเหล้า พ่อ-แม่ก็ต้องละเว้นจากอบายมุขเหล่านี้ด้วย
11. พ่อแม่ต้องพาเด็กไปวัดไปหาพระ และประกอบพิธีทางศาสนา
12. ที่บ้านควรมีตู้หนังสือ สอนการรักการอ่านให้กับเด็ก การอ่านหนังสือเป็นการสร้างสมาธิและการคิด
13. การที่จะทำให้เด็กมีจิตใจดี มีเมตตากรุณานั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าการให้เด็กมีสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัข (ลูกๆ ผมรักสุนัขมาก โดยเฉพาะคนเล็กชอบเก็บหมามาเลี้ยง เวลาไปเล่นกอล์ฟก็ชอบซื้อขาไก่ และขนมต่างๆ ให้หมากิน) การเลี้ยงหมามีผลต่อการสร้างความเมตตา และทำให้จิตใจอ่อนโยนยิ่งกว่าการฟังหรือเล่นดนตรี เพราะการเลี้ยงหมาเป็นปฏิสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิต
14. ควรหางานอดิเรกให้เด็กทำ เพราะเป็นการสอนการใช้เวลาว่างที่ดี
15. ควรสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก โดยยกตัวอย่างผู้มีความดี หรือประสบความสำเร็จให้เด็กอยากเอาอย่าง
16. ควรสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้เด็ก ให้เด็กทำสิ่งที่ง่ายไปหายาก และคอยให้กำลังใจ ไม่ตำหนิหากเด็กมีความผิดพลาด
17. สอนให้เด็กมีสัมมาคารวะ มีความอ่อนโยน แต่ก็มีจิตใจที่เข้มแข็ง
18. ให้เด็กรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่เห็นแก่ตัว
19. ไม่สนับสนุนให้เด็กชอบความหรูหรา ฟุ่มเฟือย หรือนิยมวัตถุสินค้าราคาแพง
20. สอนให้เด็กเข้าใจว่า การตรงต่อเวลามีความสำคัญ
21. สอนให้เด็กตระหนักถึงความซื่อสัตย์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
22. สอนให้เด็กมีความอดทนในการทำงาน และทำงานอย่างมีคุณภาพ
23. สอนให้เด็กรู้จักการแบ่งเวลา
24. สอนให้เด็กมีวินัยในตนเอง ควบคุมตัวเองได้ ใช้เวลาในทางที่เป็นประโยชน์
25. สอนให้เด็กมองโลกในแง่ดี รู้จักอุเบกขา และการให้อภัย ไม่ผูกใจเจ็บอาฆาตคน แต่ต้องรู้จักระมัดระวังตัว หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และความรุนแรง
26. สอนให้เด็กรู้จักเสียสละ และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว
27. พาเด็กไปเที่ยวในสถานที่ที่มีสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติที่สวยงาม เพื่อย้อมใจให้เกิดความรักในธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
28. เวลาเด็กทำผิด หากไม่ใช่ความผิดที่ร้ายแรงก็เพียงแต่ตักเตือน การตักเตือนอาจใช้เพียงภาษากายก็พอ ไม่จำเป็นต้องดุด่าว่ากล่าว หากเด็กรู้ตัวว่าผิดแล้วก็ไม่ควรซ้ำเติม
29. ให้ความไว้วางใจแก่เด็ก ไม่ใช่เอาแต่ห้ามหรือคอยระแวดระวังจับผิด
30. ให้ความเป็นเพื่อนกับเด็ก
ทั้ง 30 ข้อนี้เป็นประสบการณ์ที่ผมได้จากครอบครัว และผมใช้ปฏิบัติต่อลูก รวมไปถึงเด็กนักเรียนวชิราวุธ ในขณะที่ผมเป็นผู้บังคับการอยู่ด้วย เป็นการเลี้ยงดูอบรมเด็กที่บางคนอาจเห็นว่า “อ่อน” เกินไป เพราะไม่มีการบังคับจ้ำจี้จ้ำไช แต่เด็กๆ ที่ได้รับการอบรมบ่มนิสัยแบบนี้ จะมีความไว้วางใจผู้อื่น มีวินัยในตนเอง เกรงกลัวบาป มีความเป็นอิสระ มีจิตใจดี โอบอ้อมอารี ไม่เห็นแก่ตัว มีความเมตตากรุณา
ผมไม่แน่ใจว่า ผู้ที่ผ่านการเลือกตั้งเข้ามาปกครองประเทศ จะเคยเป็นเด็กที่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้หรือไม่ ผมเห็นว่าพฤติกรรมของคนเราสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตวัยเด็ก การเอาใจใส่เด็ก และอบรมบ่มนิสัยให้ดีจึงสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000025760
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)